ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• บุคคล, วันนี้ในอดีต

หลวงสิริราชไมตรี: นักการทูตผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎรและมิตรที่ปรีดีไว้วางใจ

7
ตุลาคม
2569

อำมาตย์ตรี หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี)

 

เมื่อปรีดี พนมยงค์ ชักชวนให้ร่วมคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) รับราชการอยู่ในสถานทูตสยาม ณ กรุงปารีสแล้ว เขามีทั้งตำแหน่งหน้าที่และบรรดาศักดิ์ แต่เลือกเข้าร่วมงานที่ต้องเสี่ยงทั้งอนาคตในราชการและชีวิต โดยยังไม่มีใครรู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ตามปฏิทินเดิม เขาเป็นหนึ่งในเจ็ดคนที่ร่วมประชุมก่อตั้งคณะราษฎร และช่วยกันออกเงินเช่าห้องใหญ่ในอาคารบนถนน Rue du Sommerard เพื่อหารือถึงหนทางเปลี่ยนสยามให้มีการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ[1]

จากวงประชุมที่ปารีส หลวงสิริราชไมตรีกลับมารับหน้าที่ทางการเมืองหลังการอภิวัฒน์ 2475 ก่อนเดินทางไปปฏิบัติราชการในยุโรปอีกครั้ง ทั้งในฐานะราชเลขานุการในพระองค์รัชกาลที่ 8 ณ เมืองโลซานน์ และอัครราชทูตประจำประเทศอิตาลี[2] ครอบครัวปรีดี–พูนศุขเรียกเขาตามบรรดาศักดิ์อย่างคุ้นเคยว่า “หลวงสิริฯ”[3] เมื่อปรีดีเตรียมฟ้อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในคดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ก็ได้นึกถึงมิตรผู้นี้ในฐานะผู้รู้เห็นเหตุการณ์เมื่อครั้งอยู่ยุโรป โดยเขียนถึงชวนชื่นและอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2513 ว่า “หลวงสิริจะช่วยเป็นพยานได้” พร้อมระบุถึงเหตุการณ์ที่หลวงสิริราชไมตรีรู้เห็นด้วยตนเอง รวมถึงความเคารพที่ปรีดีมีต่อรัชกาลที่ 8 เมื่อครั้งพบกันที่โลซานน์[4]

ขณะที่ปรีดีบันทึกเรื่องราวของมิตรร่วมก่อการไว้ในจดหมายและข้อเขียน หลวงสิริราชไมตรีก็ฝากความทรงจำของตนผ่านบทกวี “คณะราษฎร์รำพึง” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพชิต สิงหเสนี เมื่อ พ.ศ. 2521 เขาย้อนเล่าถึงการร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความผันผวนของบ้านเมือง และการสูญเสียเพื่อน โดยมีความมุ่งหมายเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ เป็นใจความสำคัญที่ฝากไว้ในบทกวี[5]

จากครอบครัวข้าราชการสู่ชีวิตในยุโรป

จรูญเกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2441 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรคนที่สามของพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) กับคุณหญิงตุ่ม เขาย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วัยเด็ก เข้าเรียนที่โรงเรียนบพิตรพิมุข สวนกุหลาบวิทยาลัย ราชวิทยาลัย และอัสสัมชัญ ตามลำดับ แล้วศึกษาต่อที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม[6]

 

จรูญ สิงหเสนี ในวัยหนุ่ม ผู้ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิริราชไมตรี และเป็นหนึ่งในเจ็ดผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ณ กรุงปารีส
ที่มา: The 101 World⁠

 

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งนำจรูญไปสู่ยุโรปในฐานะทหารอาสาสยามประจำหน่วยรถยนต์ และได้รับยศสิบตรีหลังสงครามสิ้นสุด เมื่อกลับสยาม เขาเริ่มรับราชการเป็นเสมียนฝึกหัดกระทรวงการต่างประเทศใน พ.ศ. 2462 ก่อนเดินทางไปฝรั่งเศสอีกครั้งในปีถัดมา คราวนี้ในฐานะนักเรียนผู้ช่วยสถานทูตสยาม ณ กรุงปารีส[7]

ระหว่างรับราชการที่ปารีส จรูญได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยชั้นหนึ่ง และเข้าศึกษาที่ École Libre des Sciences Politiques ใน พ.ศ. 2468 ปีเดียวกันนั้น เขาได้รับพระราชทานยศรองอำมาตย์ตรีและบรรดาศักดิ์หลวงสิริราชไมตรี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นับจากนั้น ชื่อหลวงสิริราชไมตรีก็ปรากฏทั้งในงานการทูตและในหมู่ผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎรที่ปารีส

ด้านชีวิตครอบครัว หลวงสิริราชไมตรีสมรสกับอนงค์ สิงหเสนี บุตรีพระยาอนุชิตชาญไชย (สาย สิงหเสนี) กับนางน้อม ทั้งสองมีบุตรธิดาห้าคน ได้แก่ อุดมพร พสุพร สิงพร พรพงา และพรระพี อนงค์เป็นน้องสาวของชิต สิงหเสนี และในหนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพของชิตเมื่อ พ.ศ. 2521 ก็มีบทกวี “คณะราษฎร์รำพึง” ของหลวงสิริราชไมตรีตีพิมพ์อยู่ด้วย[8]

ความคุ้นเคยระหว่างหลวงสิริราชไมตรีกับครอบครัวปรีดี–พูนศุขยังสืบเนื่องมาถึงรุ่นลูก ดุษฎี พนมยงค์ เล่าว่า ก่อนรัฐประหาร พ.ศ. 2490 พรพงา หรือ “Suzanne” เคยมาพักที่ทำเนียบท่าช้างและเล่นด้วยกันกับลูก ๆ ของปรีดี–พูนศุข[9]

ความขัดแย้งในปารีสและการเรียนรู้เรื่องอำนาจ

ก่อนจะรวมตัวเป็นคณะราษฎร นักเรียนสยามในฝรั่งเศสได้พบปะและทำกิจกรรมร่วมกันผ่านสามัคยานุเคราะห์สมาคม ซึ่งปรีดีดำรงตำแหน่งสภานายก การประชุมในช่วงหยุดฤดูร้อนเปิดโอกาสให้สมาชิกสนทนาเรื่องบ้านเมือง จัดปาฐกถาทางการเมือง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่เผชิญในชีวิตนักเรียนต่างแดน เรื่องหนึ่งที่สร้างความไม่พอใจคือเงินเลี้ยงชีพที่ได้รับจากสถานทูต ขณะที่ค่าเงินแฟรังก์ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง[10]

ปรีดีเสนอให้สมาคมยื่นหนังสือขอเพิ่มเงินค่าใช้จ่ายแก่นักเรียน และขอให้จ่ายเป็นเงินปอนด์ตามงบประมาณที่สถานทูตได้รับจากกรุงเทพฯ ข้อเรียกร้องนี้ รวมถึงการส่งผู้แทนไปติดต่อกับนักเรียนสยามในอังกฤษโดยขัดต่อความประสงค์ของอัครราชทูต ทำให้ความขัดแย้งกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร รุนแรงขึ้น ฝ่ายสถานทูตเห็นว่าสมาคมกำลังกลายเป็นสหภาพของนักเรียนที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้บังคับบัญชา ขณะที่ปรีดีมองการรวมตัวเรียกร้องเรื่องความเป็นอยู่เป็นหนทางให้นักเรียนเรียนรู้การต่อสู้กับอำนาจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์[11]

เรื่องลุกลามจนมีพระบรมราชโองการให้ยุบสมาคมในรูปแบบเดิมและเรียกปรีดีกลับสยามทันที เพื่อนสมาชิกหลายคนจึงเตรียมสละเงินส่วนตัวช่วยให้เขาเรียนต่อจนสำเร็จ ต่อมา นายเสียง พนมยงค์ ผู้เป็นบิดา ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอผ่อนผัน รัชกาลที่ 7 ทรงอนุญาตให้ปรีดีอยู่ศึกษาต่อจนจบปริญญาเอก โดยมีเงื่อนไขให้ทำหนังสือขอขมาต่ออัครราชทูต เมื่อย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ ปรีดีให้ความสำคัญกับความสามัคคีของเพื่อนนักเรียน และเรียกประสบการณ์ร่วมกันครั้งนั้นว่าเป็นการ “ก่อหวอด” ก่อนจัดตั้งคณะราษฎร[12]

หลวงสิริราชไมตรีอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ในฐานะข้าราชการสถานทูต โดยมีอัครราชทูตเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ขณะเดียวกัน เขาก็ร่วมอยู่ในวงหารือกับปรีดีและเพื่อนนักเรียน หลังสิ้นสุดการประชุมสมาคมในฤดูร้อน พ.ศ. 2469 ปรีดีกับเพื่อนอีกห้าคน รวมทั้งหลวงสิริราชไมตรี อยู่ปรึกษากันต่อถึงผลของการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาและการเตรียมจัดตั้งคณะราษฎร

หนึ่งในเจ็ดผู้ก่อตั้งคณะราษฎร

การหารือของกลุ่มเพื่อนนำมาสู่การประชุมก่อตั้งคณะราษฎรเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ตามปฏิทินเดิม ณ อาคารหมายเลข 5 ถนน Rue du Sommerard กรุงปารีส ผู้ร่วมประชุมทั้งเจ็ดคน ได้แก่ ปรีดี พนมยงค์ ประยูร ภมรมนตรี แปลก ขีตตะสังคะ ทัศนัย มิตรภักดี ตั้ว ลพานุกรม แนบ พหลโยธิน และหลวงสิริราชไมตรี การนัดหมายต้องรอให้ตั้วซึ่งศึกษาอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เดินทางมาถึงปารีสเป็นการลับ เพื่อหลีกเลี่ยงระเบียบที่กำหนดให้นักเรียนต้องขออนุญาตสถานทูตก่อนเดินทาง[13]

สถานที่ประชุมเป็นห้องใหญ่ที่ทุกคนช่วยกันออกค่าเช่าในอาคารเดียวกับที่ประยูรพักอยู่ หลวงสิริราชไมตรีซึ่งรับเงินเดือนข้าราชการสถานทูตมากกว่าเงินเลี้ยงชีพของนักเรียนทั่วไปก็ร่วมรับภาระนี้ด้วย หลายทศวรรษต่อมา ปรีดีย้อนเล่ารายละเอียดดังกล่าวเพื่อโต้แย้งข้อความในหนังสือ ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า ของประยูร โดยชี้ว่าห้องประชุมเป็นห้องที่เช่าร่วมกันต่างหากจากห้องพักขนาดย่อมของประยูร[14]

ตามบันทึกของปรีดี ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เขาเป็นประธานและหัวหน้าคณะราษฎร จนกว่าจะมีบุคคลที่เหมาะสมมารับหน้าที่ต่อ พร้อมตกลงเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และกำหนดหลักหกประการเป็นเป้าหมายร่วมกัน ได้แก่ การรักษาเอกราช การรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ การบำรุงความสุขสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจของราษฎร การให้สิทธิเสมอภาค การให้เสรีภาพ และการให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร[15]

สำหรับหลวงสิริราชไมตรี ปรีดีเป็นผู้ชักชวนให้เข้าร่วมโดยตรง เรื่องนี้ปรากฏทั้งในคำชี้แจงของปรีดีและข้อความของประยูรที่ปรีดีนำมาอ้าง แม้ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสองจะเล่าถึงบทบาทการชักชวนสมาชิกคนอื่นแตกต่างกัน แต่ต่างระบุตรงกันถึงผู้ที่ชวนหลวงสิริราชไมตรีเข้าสู่คณะราษฎร[16]

งานราชการหลังการอภิวัฒน์และข้อท้าทายของรัฐบาลใหม่

หลังการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หลวงสิริราชไมตรีรับหน้าที่ทั้งในกระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎร เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ไม่ได้ประจำกระทรวงในรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และต่อมาในรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา พร้อมรับผิดชอบงานเลขานุการคณะรัฐมนตรีและงานกองการโฆษณาใน พ.ศ. 2476

งานเผยแพร่ข่าวสารเป็นภารกิจหนึ่งที่รัฐบาลหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ความสำคัญ แต่การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นรวบรวมและชี้แจงข่าวของรัฐบาลก็เผชิญเสียงทักท้วงจากหนังสือพิมพ์ พรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม บันทึกไว้ในงานศึกษาว่า กรุงเทพฯ เดลิเมล์ วิจารณ์กองการโฆษณาว่าจะทำให้ผู้สื่อข่าวสอบถามข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยากขึ้น และต้องรับเฉพาะข่าวที่รัฐบาลเลือกเผยแพร่ ข้อถกเถียงเรื่องการเข้าถึงข่าวสารนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ระยะแรกของหน่วยงาน ก่อนที่หลวงสิริราชไมตรีจะเข้ารับหน้าที่ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2476[17]

ก่อนหน้านั้น ความขัดแย้งเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจทำให้ปรีดีต้องเดินทางออกจากสยามไปฝรั่งเศสในเดือนเมษายน พ.ศ. 2476 หลวงสิริราชไมตรีเป็นผู้ส่งข่าวการสูญเสียเพื่อนร่วมก่อการตามไปถึงปรีดีและพูนศุข ท่านผู้หญิงพูนศุขบันทึกว่า ระหว่างพักอยู่ที่เมืองนีซ ทั้งสองได้รับโทรเลขจากเขา แจ้งว่าหลวงทัศนัยนิยมศึกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม หลังป่วยกะทันหัน ปรีดีและพูนศุขเสียใจมาก โดยเฉพาะปรีดีที่สูญเสียเพื่อนร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ทั้งที่เพิ่งพบกันเมื่อราวสามสัปดาห์ก่อน ขณะหลวงทัศนัยฯ เดินทางไปส่งทั้งสองถึงสิงคโปร์[18]

นักการทูตในระบอบรัฐธรรมนูญ

แถวหน้าจากซ้าย: พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช พระองค์เจ้าอานันทมหิดล และพระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ส่วนชายแถวหลังจากซ้ายคือ หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) และ ดร.ตั้ว ลพานุกรม สองผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ณ กรุงปารีส พ.ศ. 2477
ที่มา: เจ้านายเล็ก ๆ – ยุวกษัตริย์ (2560), เผยแพร่ใน The 101 World⁠

 

พ.ศ. 2477 หลวงสิริราชไมตรีกลับไปปฏิบัติราชการในยุโรปในตำแหน่งเลขานุการเอกสถานทูตสยาม ณ กรุงลอนดอน ต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จขึ้นครองราชย์ เขาได้รับหน้าที่ราชเลขานุการในพระองค์ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์[19]

ช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท หลวงสิริราชไมตรีได้พบกับปรีดีอีกครั้งเมื่อปรีดีเดินทางมาเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 8 มนู อมาตยกุล ซึ่งติดตามปรีดีไปยุโรปในฐานะเลขานุการส่วนตัว เล่าว่า หลวงสิริราชไมตรีเป็นผู้นำโทรเลขแจ้งข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุวัตนจาตุรนต์ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มาให้ปรีดีอ่าน ขณะนั้นรายละเอียดในโทรเลขยังมีเพียงเล็กน้อย ปรีดีจึงได้รับทราบเรื่องราวเพิ่มเติมจากสถานทูตสยามเมื่อเดินทางต่อไปถึงปารีส[20]

จากโลซานน์ หลวงสิริราชไมตรีไปรับตำแหน่งอัครราชทูตประจำกรุงโรม ประเทศอิตาลี ใน พ.ศ. 2481 ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาและครอบครัวอพยพไปพำนักที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนสงครามสงบจึงเดินทางกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2488 ปีถัดมาเขาดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนโอนไปสังกัดกระทรวงการคลังใน พ.ศ. 2490 และออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเมื่อต้น พ.ศ. 2492

ความไว้วางใจในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

หลายทศวรรษหลังร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ปรีดียังนึกถึงหลวงสิริฯ เมื่อต้องต่อสู้กับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ในจดหมายถึงชวนชื่นและอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2513 ระหว่างเตรียมคดีฟ้อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปรีดีเขียนว่า “หลวงสิริจะช่วยเป็นพยานได้” แล้วไล่เรียงเหตุการณ์ที่มิตรร่วมก่อการผู้นี้รู้เห็นมาตั้งแต่ครั้งอยู่ปารีส[21]

ในจดหมายฉบับเดียวกัน ปรีดียังฝากให้สอบถามถึงผู้ที่จะช่วยติดต่อขอความกรุณาจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เพื่อทรงช่วยยืนยันว่ารัชกาลที่ 7 เคยมีพระราชกระแสรับสั่งถึงเขาอย่างไร

ช่วงที่หลวงสิริราชไมตรีเป็นผู้ช่วยทูต เขาเคยเห็นปรีดีเข้าเฝ้าและสนทนากับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระราชบิดาของรัชกาลที่ 8 หลายครั้ง และได้ยินปรีดีกล่าวสรรเสริญพระองค์ ตามที่ปรีดีระบุในจดหมาย เมื่อรัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ หลวงสิริราชไมตรีซึ่งรับราชการอยู่ที่สถานทูตลอนดอนก็ทราบว่าปรีดีเป็นผู้เสนอให้คณะรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ความเห็นชอบอัญเชิญรัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์[22]

อ่านประกอบ: รำลึกวันพระบรมราชสมภพรัชกาลที่ 8

ต่อมา เมื่อหลวงสิริราชไมตรีรับหน้าที่ราชเลขานุการในพระองค์ ณ เมืองโลซานน์ เขาได้พบปรีดีในโอกาสที่มาเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 8 อีกครั้ง ปรีดีประสงค์ให้เขาเป็นพยานถึงความเคารพที่ตนมีต่อพระองค์ และใช้เรื่องราวเหล่านี้โต้แย้งข้อกล่าวหา โดยเขียนไว้ว่า

“โจทก์เคารพและสรรเสริญ ร.๘ ทุกครั้งที่พบกัน ไม่มีเหตุผลจะลอบปลง”[23]

 

จดหมายปรีดี พนมยงค์ ถึงชวนชื่นและอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2513 ตอนหนึ่งระบุว่า “หลวงสิริจะช่วยเป็นพยานได้” โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่หลวงสิริราชไมตรีรู้เห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของปรีดีกับพระราชวงศ์ เพื่อประกอบการเตรียมคดีฟ้องหมิ่นประมาท ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ภาพคัดบางส่วนจากหน้า 2–3 มาจัดวางต่อกัน

 

ในการเตรียมคดีครั้งนี้ ปรีดีกำชับให้ทนายจัดทำ “สำนวนสอบสวนพยานของฝ่ายเรา” บันทึกเรื่องที่ได้สนทนากับพยานไว้ ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้ทาบทาม ให้จดหัวข้อว่าแต่ละคนรู้เห็นเรื่องใด เขาทักท้วงความคิดที่จะพิมพ์คำถามคำตอบแจกแก่พยาน เพราะเกรงว่าหากเอกสารตกไปถึงฝ่ายจำเลย จะถูกใช้เป็นข้อโต้แย้งว่ามีการซักซ้อมพยานจนคำให้การขาดน้ำหนัก สำหรับหลวงสิริราชไมตรี ปรีดีระบุเรื่องที่ต้องการให้ช่วยเป็นพยานไว้อย่างเจาะจง ตั้งแต่การเข้าเฝ้าพระราชบิดาที่ปารีส การอัญเชิญรัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์ จนถึงการพบกันที่โลซานน์

ความใกล้ชิดของสองครอบครัวและผลกระทบของการเมือง

ทำเนียบท่าช้างเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ลูก ๆ ของทั้งสองครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน พรพงา หรือซูซาน สิงหเสนี บุตรีของหลวงสิริราชไมตรี เคยมาพักและเล่นกับลูก ๆ ของปรีดี–พูนศุข และอยู่ที่นั่นด้วยในคืนรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490

ท่านผู้หญิงพูนศุขบันทึกว่า เมื่อได้ยินเสียงปืนกลจากรถถังยิงใส่ตัวตึก เธอรีบกลับขึ้นไปเรียกลูก ๆ มารวมกันในห้องนอนด้านริมน้ำ โดยมีซูซานซึ่งมาค้างในคืนนั้นอยู่ด้วย พูนศุขตะโกนสวนเสียงปืนว่า “อย่ายิง! ที่นี่มีแต่ผู้หญิงกับเด็ก” เมื่อเสียงปืนสงบลง นายทหารพร้อมกำลังจึงเข้ามาตรวจค้นทำเนียบเพื่อตามหาปรีดี

ช่วงสายวันรุ่งขึ้น ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ บุตรของ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะรัฐประหาร นำทหารมาตรวจค้นทำเนียบท่าช้างอีกครั้ง ฉลบชลัยย์ พลางกูร ซึ่งมาเยี่ยมครอบครัวในวันนั้น ยืนขวางทางเข้าบริเวณโรงรถและยืนยันให้คนในบ้านร่วมอยู่ในการตรวจค้นด้วย เพราะเกรงว่าจะมีการนำสิ่งของมาใส่เพื่อกล่าวหา[24]

สำหรับหลวงสิริราชไมตรี ความสูญเสียจากกรณีสวรรคตเกิดขึ้นกับญาติใกล้ชิดของเขาเอง ชิต สิงหเสนี พี่ชายของอนงค์ผู้เป็นภรรยา ถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 กว่าสองทศวรรษต่อมา เมื่อจัดงานฌาปนกิจศพชิตในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2521 หนังสืออนุสรณ์งานศพได้ตีพิมพ์บทกวี “คณะราษฎร์รำพึง” ของหลวงสิริราชไมตรี ซึ่งถ่ายทอดความทรงจำและทรรศนะต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เขาร่วมก่อการไว้ด้วย[25]

หลวงสิริราชไมตรีในข้อถกเถียงเรื่องความทรงจำของคณะราษฎร

เมื่อเรื่องราวการก่อตั้งคณะราษฎรถูกนำมาเล่าอีกครั้งในหนังสือ ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า ของ พล.ท. ประยูร ภมรมนตรี หลวงสิริราชไมตรีเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ร่วมกับประยูรและปรีดี ส่วนทัศนัย มิตรภักดี ตั้ว ลพานุกรม แปลก ขีตตะสังคะ และแนบ พหลโยธิน ล้วนถึงแก่กรรมไปแล้ว ปรีดีหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นใน บันทึกประกอบคำประท้วง เมื่อโต้แย้งคำอธิบายของประยูรเกี่ยวกับการชักชวนเพื่อนเข้าร่วมก่อการ เพราะผู้ร่วมเหตุการณ์อีกสี่คนไม่มีโอกาสชี้แจงด้วยตนเอง[26]

ข้อโต้แย้งยังรวมถึงวันและสถานที่ประชุม ปรีดียืนยันว่าการประชุมเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ตามปฏิทินเดิม พร้อมตรวจเทียบปี พ.ศ. 2467 ที่ประยูรระบุไว้กับลำดับการศึกษาของผู้ร่วมก่อตั้ง ส่วนคำว่า “บ้านพัก” ของประยูรนั้น ปรีดีอธิบายว่าเป็นห้องเช่าขนาดเล็กในอาคารที่สมาชิกช่วยกันออกเงินเช่าห้องใหญ่สำหรับประชุม โดยกล่าวถึงหลวงสิริราชไมตรีในฐานะข้าราชการสถานทูตผู้มีเงินเดือนสูงกว่านักเรียนและร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายด้วย[27]

ท่ามกลางคำบอกเล่าที่แตกต่างกัน เรื่องหนึ่งที่ทั้งประยูรและปรีดีกล่าวตรงกันคือ ปรีดีเป็นผู้ชักชวนหลวงสิริราชไมตรีเข้าร่วมก่อการ จากผู้ร่วมประชุมที่ปารีส เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเพียงสามคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันที่ความทรงจำเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของคณะราษฎรกลายเป็นข้อพิพาท

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2523 ปรีดีดำเนินคดีแพ่งต่อกระทรวงศึกษาธิการและห้างหุ้นส่วนจำกัดบรรณกิจเทรดดิ้ง ผู้จัดพิมพ์หนังสือ คดีสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2525 โดยศาลพิพากษาตามยอม เอกสารที่เผยแพร่ประกอบข้อพิพาทครั้งนี้มีทั้งคำขอขมาของสำนักพิมพ์และประกาศกระทรวงศึกษาธิการเพิกถอนคำตัดสินให้รางวัลแก่หนังสือ ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า[28]

บทกวีที่ฝากความทรงจำเรื่องรัฐธรรมนูญ

“คณะราษฎร์ เพื่อนเอย ข้าขอเอ่ยรำพัน” คือถ้อยคำเปิดบทกวีที่หลวงสิริราชไมตรีเขียนถึงเพื่อนร่วมก่อการ ก่อนย้อนเล่าความมุ่งหมายที่จะให้บ้านเมืองมีรัฐธรรมนูญ การเตรียมเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการแบ่งหน้าที่ของผู้ร่วมงาน น้ำเสียงของเขาพาผู้อ่านกลับไปหาคนหนุ่มที่ร่วมเสี่ยงชีวิต โดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่างานที่เตรียมกันมาจะสำเร็จเพียงใด[29]

เมื่อเล่ามาถึงชะตากรรมของเพื่อนในภายหลัง น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความอาลัย หลวงสิริราชไมตรีกล่าวถึงผู้ที่จากไป ผู้ที่ต้องเข้าเรือนจำ และความทุกข์ที่ตามมากับรัฐประหาร เขาทบทวนทั้งความแตกแยกและความสูญเสีย พร้อมยืนยันความตั้งใจของตนผ่านถ้อยคำว่า

“เราทำเพื่อชาติ ใช่ทำเพื่ออาตม์”[30]

บทกวีจบลงด้วยความปรารถนาให้เพื่อนผู้ล่วงลับได้กลับมาเกิดในเมืองไทยและร่วมกันสร้างสรรค์บ้านเมืองอีกครั้ง ในหนังสืออนุสรณ์งานศพของชิต ความอาลัยต่อญาติและเพื่อนร่วมก่อการจึงอยู่เคียงกับความหวังที่หลวงสิริราชไมตรียังมีต่อแผ่นดินซึ่งเขาเคยร่วมทำการเปลี่ยนแปลง

อ่านบทกวี: “คณะราษฎร์รำพึง” ฉบับเต็ม พร้อมภาพต้นฉบับจากหนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพชิต สิงหเสนี⁠

ชีวิตบั้นปลายและความหมายของการรำลึก

หลังออกจากราชการ หลวงสิริราชไมตรียังทำงานร่วมกับเพื่อนทหารผ่านศึกในฐานะกรรมการสมาคมสหายสงครามในพระบรมราชูปถัมภ์ และร่วมบุกเบิกกิจการป่าไม้กับเหมืองแร่จากสัมปทานที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่ทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ณ บ้านพักย่านบางเขน กรุงเทพมหานคร สิริอายุ 93 ปี

จากทหารอาสาที่เดินทางไปยุโรป หลวงสิริราชไมตรีกลับมารับใช้บ้านเมืองทั้งในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎรและนักการทูตในระบอบรัฐธรรมนูญ ส่วนมิตรภาพกับปรีดีดำเนินผ่านความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมายาวนาน จากวงประชุมที่ปารีสสู่ความคุ้นเคยของสองครอบครัว และความไว้วางใจที่ปรีดีมีต่อเขาในวันที่ต้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

การรำลึกถึงหลวงสิริราชไมตรีจึงมีทั้งเรื่องของมิตรภาพและการตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง ข้าราชการสถานทูตผู้หนึ่งยอมร่วมเสี่ยงกับเพื่อนเพื่อให้สยามมีรัฐธรรมนูญ และเมื่อผ่านความผันผวนมาจนถึงวัยชรา เขายังเขียนถึงความตั้งใจครั้งนั้นไว้ด้วยตนเอง ความมุ่งหมายเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญในบทกวีของเขา เชื่อมกลับไปถึงหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคที่คณะราษฎรร่วมประกาศไว้ ส่วนการทำให้หลักเหล่านี้เป็นจริงในชีวิตของราษฎรยังเป็นงานที่คนรุ่นต่อมาต้องสานต่อ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


[1]  ปรีดี พนมยงค์, บันทึกประกอบคำประท้วงของนายปรีดี พนมยงค์ ส่วนว่าด้วยการชักชวนและการประชุมก่อตั้งคณะราษฎร เผยแพร่ใน “บันทึกประกอบคำประท้วงฯ (ตอนที่ 27)”⁠ และ “การก่อตั้งคณะราษฎร 5 กุมภาพันธ์ 2469 ข้อเท็จจริงจากบันทึกประกอบคำประท้วงฯ ของปรีดี พนมยงค์”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์ ทั้งนี้ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ตามปฏิทินเดิม ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1927 หรือ พ.ศ. 2470 เมื่อนับปีตามปฏิทินปัจจุบัน.

[2] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “จรูญ สิงหเสนี ชีวิต งาน และบางเกี่ยวกับคณะราษฎร”⁠, 7 ตุลาคม 2567, ส่วน “สังเขปชีวิตของจรูญ สิงหเสนี”.

[3] คำบอกเล่าของปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ หลานของปรีดี–พูนศุข พนมยงค์

[4] ปรีดี พนมยงค์, จดหมายถึงชวนชื่นและอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2513, ข้อ 9, หน้า 2–3 ของจดหมาย, สำเนาเอกสารที่ครอบครัวนำมาให้ประกอบบทความ.

[5] หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี), “คณะราษฎร์รำพึง”, ใน อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพนายชิต สิงหเสนี ณ เมรุวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2521, หน้า 80–85, อ้างตามบทความ “จรูญ สิงหเสนี ชีวิต งาน และบางเกี่ยวกับคณะราษฎร”⁠, ส่วนว่าด้วยบทกวี “คณะราษฎร์รำพึง”.

[6] “หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี)”, วิกิพีเดีย, ส่วน “ประวัติ” และ “การศึกษา”; เทียบข้อมูลบิดามารดาและวันเกิดกับ “จรูญ สิงหเสนี ชีวิต งาน และบางเกี่ยวกับคณะราษฎร”, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 7 ตุลาคม 2567.

[7] “หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี)”, ส่วน “ประวัติ” และ “ตำแหน่งหน้าที่”; ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบอบประชาธิปไตย”, ใน แนวความคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์, หน้า 3 ซึ่งระบุสถานะอดีตนายสิบตรีในกองทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและผู้ช่วยสถานทูตสยามประจำกรุงปารีส.

[8] “หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี)”, ส่วน “ครอบครัว”; และ “จรูญ สิงหเสนี ชีวิต งาน และบางเรื่องเกี่ยวกับคณะราษฎร”⁠, ส่วนประวัติครอบครัวและบทกวี “คณะราษฎร์รำพึง”.

[9] คำบอกเล่าของดุษฎี พนมยงค์ ถ่ายทอดโดยปรีดิวิชญ์ พนมยงค์.

[10] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, ส่วน “กิจกรรมพิเศษระหว่างศึกษาในฝรั่งเศส”, หน้า 6–7; ดูข้อความเผยแพร่ใน “บันทึกประกอบคำประท้วงฯ (ตอนที่ 18)”⁠

[11] ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย”⁠, ส่วนว่าด้วยสามัคยานุเคราะห์สมาคม และคำแปลโทรเลขเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ลงวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1926.

[12] เรื่องเดียวกัน, คำแปลโทรเลขลงวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1926; และปรีดี พนมยงค์, บันทึกประกอบคำประท้วง ส่วนว่าด้วยผลของการต่อสู้กับอัครราชทูต เผยแพร่ใน “การก่อตั้งคณะราษฎร 5 กุมภาพันธ์ 2469 ข้อเท็จจริงจากบันทึกประกอบคำประท้วงฯ ของปรีดี พนมยงค์”⁠

[13] ปรีดี พนมยงค์, บันทึกประกอบคำประท้วง ส่วนว่าด้วยวันและสถานที่ประชุมก่อตั้งคณะราษฎร เผยแพร่ใน “การก่อตั้งคณะราษฎร 5 กุมภาพันธ์ 2469 ข้อเท็จจริงจากบันทึกประกอบคำประท้วงฯ ของปรีดี พนมยงค์”⁠ ทั้งนี้ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ตามปฏิทินไทยเดิมซึ่งขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1927 หรือ พ.ศ. 2470 เมื่อนับตามปฏิทินปัจจุบัน.

[14] เรื่องเดียวกัน, ส่วนคำชี้แจงเกี่ยวกับห้องพักของประยูรและการร่วมออกค่าเช่าห้องประชุม.

[15] ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบอบประชาธิปไตย”, ใน แนวความคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์, หน้า 3; อ่านข้อความเผยแพร่ทางเว็บไซต์ใน “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย”⁠

[17] พรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม, “ความขัดแย้งภายในคณะราษฎรที่มีผลต่อหนังสือพิมพ์”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์; เทียบกับกรมประชาสัมพันธ์, รายงานประจำปี 2568⁠, หน้า 9 ซึ่งระบุช่วงดำรงตำแหน่งของหลวงสิริราชไมตรีตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2476 ขณะที่เชิงอรรถประกอบข้อวิจารณ์ในงานของพรภิรมณ์ระบุวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2476.

[18] พูนศุข พนมยงค์, “ระหกระเหินจากบ้านเกิดครั้งที่ 1”, ใน ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น 95 ปี 4 เดือน 9 วัน พูนศุข พนมยงค์, หน้า 104–107, ฉบับเผยแพร่ออนไลน์⁠

[19] “หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี)”, ส่วน “ตำแหน่งหน้าที่”; และ “จรูญ สิงหเสนี ชีวิต งาน และบางเกี่ยวกับคณะราษฎร”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 7 ตุลาคม 2567.

[20] มนู อมาตยกุล, “สิทธิทางการเมืองคือสมบัติล้ำค่าของคนทั้งประเทศ”⁠, ข้อเขียนสำหรับหนังสือ วันปรีดี พนมยงค์ พ.ศ. 2535 เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568, ตอนเล่าการติดตามปรีดีไปยุโรปและเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 8 ณ เมืองโลซานน์.

[21] ปรีดี พนมยงค์, จดหมายถึงชวนชื่นและอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2513, ข้อ 9, หน้า 2–3 ตามสำเนาจดหมายสามหน้าที่นำมาประกอบบทความ.

[22] เรื่องเดียวกัน ทั้งนี้ คำว่า “พระบิดา” และ “พระราชบิดา” ในข้อความตอนนี้หมายถึงสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระราชบิดาของรัชกาลที่ 8.

[23] เรื่องเดียวกัน, หน้า 3 ข้อความนี้เป็นข้อโต้แย้งของปรีดีในการเตรียมคดี

[24] พูนศุข พนมยงค์, ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น: 95 ปี 4 เดือน 9 วัน, หน้า 177–180. หน้า 178 ระบุว่าพรพงา (ซูซาน) สิงหเสนี มาค้างที่ทำเนียบท่าช้างในคืนรัฐประหาร ส่วนหน้า 179–180 กล่าวถึง ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งนำทหารมาตรวจค้นอีกครั้งในช่วงสายวันรุ่งขึ้น และฉลบชลัยย์ พลางกูร ยืนยันให้คนในบ้านร่วมสังเกตการณ์ระหว่างการตรวจค้นบริเวณโรงรถด้วย อ่านเอกสาร⁠.

[25] หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี), “คณะราษฎร์รำพึง,” ใน อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายชิต สิงหเสนี ณ เมรุวัดจักรวรรดิราชาวาส วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2521, หน้า 80–85 อ้างและเผยแพร่ภาพเอกสารในบทความ “จรูญ สิงหเสนี ชีวิต งาน และบางเกี่ยวกับคณะราษฎร,” สถาบันปรีดี พนมยงค์

[26] ปรีดี พนมยงค์, บันทึกประกอบคำประท้วง, ข้อ 21 เผยแพร่ใน “บันทึกประกอบคำประท้วง กรณีหนังสือชีวิต 5 แผ่นดิน เรื่องข้อเท็จจริงของการอภิวัฒน์ 2475 (ตอนที่ 27),” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 11 กุมภาพันธ์ 2568 การอธิบายข้อพิพาทในที่นี้อ้างผ่านบันทึกของปรีดี ซึ่งยกข้อความจากหนังสือของประยูรมาประกอบ

[27] “การก่อตั้งคณะราษฎร 5 กุมภาพันธ์ 2469 ข้อเท็จจริงจากบันทึกประกอบคำประท้วงฯ ของปรีดี พนมยงค์,” สถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยเฉพาะข้อความเรื่องวันประชุม ห้องเช่า และการร่วมออกค่าใช้จ่าย

[28] ดูคำอธิบายที่มาของคดีและภาคผนวกคำขอขมาของสำนักพิมพ์กับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ใน “บันทึกประกอบคำประท้วงฯ (ตอนที่ 27).” คดีสิ้นสุดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงควรแยกผลทางคดีออกจากการตรวจสอบข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์แต่ละประเด็น

[29] หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี), “คณะราษฎร์รำพึง,” ใน อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายชิต สิงหเสนี ณ วัดจักรวรรดิราชาวาส วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2521, หน้า 80–85; ข้อความเปิดบทและการเตรียมเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดู ภาพต้นฉบับหน้า 80⁠ ซึ่งสถาบันปรีดี พนมยงค์ นำมาเผยแพร่

[30] เรื่องเดียวกัน.