ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

อนุสรณ์งานศพ “หลวงสังวรยุทธกิจ” หนังสืออ้างอิงอันดับหนึ่ง เรื่อง “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492”

26
กุมภาพันธ์
2568

Focus

  • ในวาระรำลึก 76 ปี ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 บทความนี้จะนำเสนอเรื่องราวของพลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ เป็น “มิตรที่รักยิ่ง” และ “ผู้ร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตย” คนสำคัญของอ.ปรีดี พนมยงค์ โดย อ.ปรีดี ได้เขียนไว้อาลัยให้กับหนังสืออนุสรณ์งานศพของหลวงสังวรฯ ถึง 9 หน้า ในเวลาต่อมาหนังสือดังกล่าวกลายเป็นแหล่งอ้างอิงทางสำคัญที่นักประวัติศาสตร์ไทยทุกคน “ต้องอ่าน” เพราะบันทึกเรื่องราวของขบวนการประชาธิปไตย พ.ศ. 2492 ไว้อย่างละเอียด
  • คุณูปการในการอภิวัฒน์ 2475 จากการมีบุคคลสำคัญฝ่ายทหารเรืออย่าง หลวงสังวรยุทธกิจ และหลวงสินธุสงครามชัย ทำให้การโต้กลับของฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยในครั้งอภิวัฒน์สยาม พ.ศ.2475 เป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ หลวงสังวรฯ ยังมีส่วนช่วยในขบวนการเสรีไทย โดยการแต่งชุดนายพลเรือไปเดินเตร่แถวหัวหินและ “สมมติว่าญี่ปุ่นหรือตำรวจไทยจะจับพลร่มก็ให้ท่านเจรจาขัดขวางอ้างว่าท่านได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้มาจับพลร่มร่วมมือกับศุลกากร เพื่อนำตัวและพัสดุลงเรือศุลกากรไปกรุงเทพฯ”

 


อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ)

 

“ข้าพเจ้าเสียดายที่คุณหลวงสังวรยุทธกิจมิตรที่รักยิ่งคนหนึ่งของข้าพเจ้าได้มรณกรรมไปก่อนความปรารถนาของข้าพเจ้าที่จะได้กลับมาพบกันในวัยชราได้เป็นผลขึ้น ข้าพเจ้าจึงมีแต่ความระลึกถึงในมิตรภาพ ซื่อสัตย์ระหว่างเราทั้งสองที่ได้ร่วมกันรับใช้ชาติในอดีต…

ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้รู้จักตัวหลวงสังวรฯ เมื่อเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว เราทั้งสองมีความรักอย่างมิตรที่ซื่อสัตย์ต่อกันตลอดมา ข้าพเจ้ามีงานที่รับใช้ชาติก็ได้ขอร้องความร่วมมือความช่วยเหลือจากคุณหลวงสังวรฯ อีกหลายครั้ง ซึ่งท่านผู้นี้ก็ได้ร่วมมือ และเสียสละเพื่อชาติด้วยความเต็มใจ”

ปรีดี พนมยงค์

 


หลวงสังวรยุทธกิจกับภริยา
ที่มา: อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ

 

ท่ามกลางงานวิจัยประวัติศาสตร์ถึงปฏิบัติการหวนกลับมาช่วงชิงอำนาจรัฐคืนเมื่อวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ที่อาจารย์ปรีดี นิยามว่า “ขบวนการประชาธิปไตย” หรือที่รู้จักกันดีจากการปรามาศโดยฝ่ายรัฐว่า “กบฏวังหลวง” นั้น กล่าวได้ว่าระบบระเบียบงานวิชาการทุกชิ้นจะต้องพบการอ้างอิงถึงหนังสือที่ระลึกงานศพของ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ พ.ศ. 2444-2515) หนึ่งในผู้ก่อการ พ.ศ.  2475 สายทหารเรือ ผู้ที่อาจารย์ปรีดีเขียนรำลำไว้ในอนุสรณ์เล่มนี้ว่า “มิตรที่รักยิ่งคนหนึ่ง”[1]

เพื่อรำลึกถึงวาระความพยายามที่จะนำพาประเทศให้กลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่ประสบความล้มเหลวเมื่อ 76 ปีก่อน จึงขอหยิบยกหนังสือเล่มสำคัญนี้แนะนำให้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป

 

อนุสรณ์งานศพเล่มสำคัญของชาวคณะราษฎร

 


ป้ายอัฐิในเจดีย์วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน

 

จากฐานข้อมูลอนุสรณ์งานศพของผู้กาการเปลี่ยนแปลงการครอง พ.ศ. 2475 ที่ผู้เขียนรวบรวมไว้ โดยจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นลงในบทความปกนิตยสารศิลปวัฒนธรรมครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560[2] และรวมพิมพ์ไว้ในหนังสือ 2475 ราษฎรพลิกแผ่นดิน (พ.ศ. 2564)[3] พบว่า จากตัวเลขจำนวนผู้ก่อการทั้ง 102 ท่านอย่างเป็นทางการ ทางคณะเจ้าภาพได้จัดพิมพ์อนุสรณ์งานศพไว้ทั้งสิ้น 79 ท่านแบ่งเป็น สายทหารบก จำนวน 28 ท่าน จากสมาชิก 34 ท่าน สายทหารเรือ 17 ท่าน จากสมาชิก 18 ท่าน และ สายพลเรือน 28 ท่าน จากสมาชิก 50 ท่าน โดยพบว่าบางท่านมีการพิมพ์หนังสือที่ระลึกมากกว่าหนึ่งเล่ม

ในสายทหารเรือ วัฒนธรรมการเขียนนับว่าเข้มข้นที่สุด คือขาดเพียงหนึ่งท่านที่ยังไม่พบการจัดพิมพ์อนุสรณ์งานศพ ที่เหลือทางเจ้าภาพได้จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกงานเมรุแจกจ่ายแด่แขกผู้มีเกียรติ[4] และยิ่งเมื่อเจาะลึกถึงรายละเอียด “คำไว้อาลัย” ด้วยแล้ว จะพบเพียงหนึ่งเล่มที่ปรากฏคำไว้อาลัยขนาดยาวจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ส่งตรงจากประเทศฝรั่งเศส ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 คำไว้คำอาลัยนี้มีความพิเศษ และอุดมไปด้วยเนื้อหาที่อุทิศแด่ผู้ก่อการ 2475 มากกว่าท่านอื่นใดทั้งหมดที่เคยเขียนให้ ส่วนหนึ่งย่อมเป็นไปดังประโยคดังว่า

“เราทั้งสองมีความรักอย่างมิตรที่ซื่อสัตย์ต่อกันตลอดมา ข้าพเจ้ามีงานที่รับใช้ชาติก็ได้ขอร้องความร่วมมือความช่วยเหลือจากคุณหลวงสังวรฯ อีกหลายครั้ง ซึ่งท่านผู้นี้ก็ได้ร่วมมือ และเสียสละเพื่อชาติด้วยความเต็มใจ”

 

“ระลึกถึงคุณหลวงสังวรยุทธกิจ” สังเขปคำไว้อาลัยของ ปรีดี พนมยงค์

คำไว้อาลัยของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ขนาดยาวถึง 9 หน้ากระดาษเพื่อรำลึกถึงหลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) นี้ พอจะจำแนกแยกย่อยเนื้อความได้ตามต่อไปนี้

๑. ความสัมพันธ์กับหลวงสังวรยุทธกิจ อาจารย์ปรีดีระลึกถึงมิตรภาพที่ยาวนานและความร่วมมือทางอุดมการณ์ระหว่างท่านกับหลวงสังวรฯ โดยเริ่มต้นจากการรู้จักแนวคิดนิยมประชาธิปไตยของคุณหลวงผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองนับแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยหลวงสังวรยุทธกิจวได้รับการแนะนนำเข้าร่วมก่อการผ่านหัวหน้าสายทหารเรือคือ หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน)

๒. บทบาทในเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เดิมทีคณะผู้ก่อการได้วางตัวหลวงสังวรฯ ให้มีบทบาทสำคัญใน “แผนตลิ่งชัน” โดยรับผิดชอบจัดเตรียมกำลังทหารเรือเพื่อดำเนินการยึดอำนาจ ซึ่งอาจารย์ปรีดีเขียนเล่าว่าคุณหลวงถึงกับเอ่ยปากว่าเป็นแผนที่ “สนุกดี” แต่ด้วยความเหมาะสมด้านสถานการณ์จึงได้ยกเลิกปฏิบัติการนี้

๓. บทบาทในสงครามโลกครั้งที่ 2 และขบวนการเสรีไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านมีบทบาทในการสนับสนุนขบวนการเสรีไทย โดยเฉพาะการช่วยคุ้มครองคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จากการคุกคามของฝ่ายญี่ปุ่น ด้วยตำแหน่งสารวัตรใหญ่ทหาร ท่านสามารถอำนวยความสะดวกและปกป้องภารกิจของเสรีไทย รวมถึงการรับอาวุธจากฝ่ายสัมพันธมิตร ท่านยังช่วยเหลือชาวจีนที่ถูกจับกุมโดยสารวัตรทหารญี่ปุ่นผ่านการเจรจา

๔. เหตุการณ์หลังสงครามและกบฏ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 หลังสงคราม ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมตำรวจ ก่อนถูกปลดจากตำแหน่งภายหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ต่อมา ท่านเข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ซึ่งนำโดยผู้เขียนคำไว้อาลัย จนต้องข้อหากบฏ แต่ก็สามารถกลับมาสู้คดีจนพ้นมลทิน

๕. ชีวิตบั้นปลายและการอุทิศตนเพื่อธรรม ในช่วงสุดท้ายของชีวิต คุณหลวงได้ปฏิบัติธรรมและเจริญวิปัสสนา ปรีดี พนมยงค์ ระลึกถึงหลวงสังวรฯ ด้วยความเคารพและตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลให้ท่านไปสู่สุคติ

 

อัตชีวประวัติ ในรูปแบบ “ปูมโหร”

“สุวรรณชีพ” นี้อัดอ้าง ออกนาม
“สังวร” อีกท่านเรียงความ ควบไว้
แถลงลักษณะตาม ททที่ ดีแฮ
คือประพฤติชอบแท้ ทั่วทั้งธรณี

(คุณพ่อเป็นผู้ประพันธ์)[5]

อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ ท.ช., ป.ม. (สังวร สุวรรณชีพ)  พระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดธาตุทอง ถนนสุขุมวิท วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2516 จัดพิมพ์โดยโรงพิมพ์ชวนการพิมพ์ เป็นหนังสือที่พิมพ์อยากประณีต มีความหนาถึง 328 หน้ากระดาษ ประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญ 3 ภาคส่วน หนึ่ง ชีวประวัติและภาพถ่าย สอง คำไว้อาลัยจากบุคคลสำคัญ และ สาม อัตชีวประวัติของผู้วายชนม์ ซึ่งในส่วนสุดท้ายนี้ คณะเจ้าภาพจัดพิมพ์ได้เขียนคำเกริ่นนำไว้ว่า

 

คำนำ

“หนังสือที่ได้เรียบเรียงพิมพ์ขึ้นนี้ เป็นประวัติอันแท้จริงของคุณพ่อ ซึ่งท่านได้บันทึกไว้ด้วยลายมือของท่านเอง โดยมีดวงชะตากำกับอยู่ตลอดทั้งเล่ม แต่ผู้เรียบเรียงเห็นว่า ส่วนมากยังไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องโหราศาสตร์ จึงมิได้นำดวงชะตาลงไว้

ครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยปรารภว่า เรื่องที่แล้วมานั้น ไม่ต้องการที่จะให้พาดพิงหรือเสียหายถึงผู้ใด และท่านก็ไม่มีความประสงค์ที่จะเปิดเผยบันทึกของท่านด้วย แต่ลูก ๆ มีความเห็นว่า บันทึกของคุณพ่อฉบับนี้ คงจะมีประโยชน์ในการเชื่อมโยงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ซึ่งบางท่านยังไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ก็ขอสงวนไว้โดยเจตนารมณ์ของท่าน จึงได้ตัดข้อความบางตอนที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นออกเสีย แต่ก็มิได้ต่อเติมหรือแก้ไขข้อความและสำนวนของท่านเลย

งานที่ท่านรักและภูมิใจมากที่สุดในชีวิตก็คือ “ขบวนการเสรีไทย”

วัตถุที่ท่านรักมากที่สุดในชีวิตก็คือ “ร.ล. ศรีอยุธยา” เจ้าภาพจึงได้นำภาพ ร.ล. ศรีอยุธยา ลงเป็นภาพปกของหนังสือเล่มนี้”

อัตชีวประวัติในรูปแบบ “ปูมโหร” ความหนาถึง 224 หน้านี้ จึงเป็นเอกสารชั้นต้นชิ้นเอกแห่งบรรณพิภพประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย

 

ชีวประวัติ และ ผลงาน

 


พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ
ที่มา: อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ

 

พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2444 ที่ตำบลวัดยี่ส่าย อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี เป็นบุตรของนายสุด และนางสอน สุวรรณชีพ ท่านสมรสกับคุณหญิงเฉลิม สุวรรณชีพ (นามสกุลเดิม กัลยาณมิตร) และมีบุตรธิดารวม 12 คน

ในวัยเยาว์ หลวงสังวรฯ เริ่มต้นการศึกษาในโรงเรียนภาวนาภิรตาราม ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยจนสำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6 ในปี พ.ศ. 2460 ต่อมาเข้าศึกษาโรงเรียนนายเรือในปี พ.ศ. 2461 และสำเร็จเป็นว่าที่นายเรือตรีในอีกสองปีถัดมา มีความก้าวหน้าด้านยศทหารภายใต้ระบอบเก่า คือ นายเรือตรี (พ.ศ. 2464) นายเรือโท (พ.ศ. 2467) นายเรือเอก (พ.ศ. 2474)

ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงสังวรยุทธกิจ” ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงเดือนเศษเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ขณะรั้งตำแหน่งเป็นต้นเรือ เรือรบหลวงพาลีรั้งทวีป

 


ภาพการอภิวัฒน์ 2475
ที่มา: อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ

 


คณะราษฎรสายทหารเรือ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ แถวหลังคนแรกจากขวา

 

บทบาทสำคัญของหลวงสังวรฯ ในประวัติศาสตร์ไทยเริ่มต้นจากการเข้าร่วมกับ คณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475  มีความก้าวหน้าทางยศทหารต่อเนื่อง คือ นายนาวาตรี (พ.ศ. 2477) นายนาวาโท (พ.ศ. 2481) ซึ่งปีนั้นได้เป็นผู้บังคับการ เรือรบหลวงศรีอยุธยาที่เพิ่งต่อเสร็จที่ประเทศญี่ปุ่น โดยท่านเป็นคนนำเรือลำสำคัญนี้ล่องสู่ประเทศสยามด้วยตนเอง ความรักความผูกพันที่มีต่อเรือหลวงลำนี้ถึงกับทายาทได้นำภาพมาใช้เป็นปกหนังสืออนุสรณ์งานศพ ดังข้อความว่า “วัตถุที่ท่านรักมากที่สุดในชีวิตก็คือ “ร.ล. ศรีอยุธยา” เจ้าภาพจึงได้นำภาพ ร.ล. ศรีอยุธยา ลงเป็นภาพปกของหนังสือเล่มนี้” เป็นที่น่าเสียใจว่าเรือหลวงลำดังกล่าวต้องถึงกาลวิบัติเมื่อถูกถล่มล่มทิ้งในเหตุการณ์ “กบฏแมนฮัตตัน” เมื่อบ่ายวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2494 หลังถูกใช้เป็นที่กักตัวจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีขณะนั้น

ภายหลังได้เป็นผู้บังคับการเรืองรบหลวงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2481 ดังว่า ต่อมาในสมัยหลวงพิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงแรก หลวงสังวรยุทธกิจได้รับการอำนวยยศขึ้นเป็น นายนาวาเอก ใน พ.ศ. 2483 พร้อมทั้งยังรับตำแหน่งรัฐมนตรีในปีเดียวกันนี้  กระนั้นหลังจากนั้นไม่นานในกลาง พ.ศ. 2486 เกิดความขัดแย้งกลับจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนถูกสั่งปลดจากราชการและถูกสั่งจับในปลายปีเดียวกันนั้นในเดือนพฤศจิกายน แต่ถึงกระนั้นเพียงหนึ่งเดือนถัดมาวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2486 นี้ก็ยังได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงมหาดไทย จุดสูงสุดด้วยยศทหาร คือตำแหน่งนายพลเรือตรี เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 ก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพายุติหนึ่งปีเศษ

ด้านตำแหน่งทางการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 ใน พ.ศ. 2477 และในปีเดียวกันก็ได้รับแต่งตั้งเป็นราชองครักษ์พิเศษ ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม อธิบดีกรมศุลกากร และรักษาการอธิบดีกรมตำรวจ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปลาย หลวงสังวรฯ มีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทย ร่วมกับอาจารย์ปรีดี โดยรับผิดชอบเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยสายตะวันออก เป็นเจ้ากรมเตรียมการทหาร โดยอาจารย์ปรีดีเขียนถึงการชักชักครั้งแรกในปฏิบัติการที่หัวหินไว้ว่า

“เนื่องจากหัวหินมีชายฝั่งติดทะเล ซึ่งทหารเรือมีหน้าที่รักษาชายฝั่งด้วย และทหารเรือสมัยนั้นตำรวจก็ยังเกรงใจอยู่ แต่ขณะนั้นข้าพเจ้าก็ยังมิได้ชวนนายทหารเรือเข้าร่วมเสรีไทยด้วย จึงถือเอาความรักความเห็นใจในความกล้าหาญและความเสียสละเพื่อชาติของคุณหลวงสังวรฯที่ข้าพเจ้าเห็นมาแล้วนั้น ชวนท่านผู้นี้เข้าร่วมเสรีไทยด้วย เนื่องจากท่านได้กลับบรรจุเข้าประจำในกองทัพเรืออีกแต่ไม่มีทหารภายใต้บังคับบัญชา ท่านก็ยินดีเข้าร่วมงานเสรีไทยโดยข้าพเจ้ามอบหน้าที่ว่าระหว่างวันนั้นถึงวันนั้นให้ท่านไปหัวหินแต่งเครื่องแบบนายพลเรือ ร่วมมือกับคุณชาญ บุนนาค และคุณหลวงบรรณฯ ในการรับหน่วยพลร่มเสรีไทย โดยในระหว่างเวลาพลร่มลงมาหลังเขานั้น ให้ท่านเตร่ ๆ อยู่หน้าช่องเขาที่ติดต่อกับถนนหัวหินโดยมีคนสนิทของท่านติดตามไปด้วย สมมติว่าญี่ปุ่นหรือตำรวจไทยจะจับพลร่มก็ให้ท่านเจรจาขัดขวางอ้างว่าท่านได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้มาจับพลร่มร่วมมือกับศุลกากร เพื่อนำตัวและพัสดุลงเรือศุลกากรไปกรุงเทพฯ ผู้ได้รับมอบหมายหน้าที่ทุกคนได้เตรียมการและปฏิบัติหน้าที่อย่างเรียบร้อยพร้อมด้วยวินัยที่ดี”

 


ภาพอาจารย์ปรีดี และ หลวงสังวรยุทธกิจ ในนิตยสารไทสัปดาห์  เรื่องปฏิบัติการเสรีไทย

 

ครั้นสงครามใหญ่สิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 หลวงสังวรยุทธกิจเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2488 และเป็นผู้บังคับการกองผสมสารวัตรทหารตำรวจ ปีถัดมา พ.ศ. 2489 ได้เป็นอธิบดีกรมศุลกากร ก่อนจะได้รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจจนกระทั่งพ้นตำแหน่งจากราชการด้วยการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490

 

บทบาทในการช่วยเหลืออาจารย์ปรีดี

ในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองของอาจารย์ปรีดีทั้ง 2 ครั้ง[6] คือ รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 และ ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 หลวงสังวรยุทธกิจคือผู้รับบทบาทสำคัญในการพิทักษ์ปกป้องท่านรัฐบุรุษอาวุโสอย่างเต็มกำลังความสามารถ

 


พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ

 

หลวงสังวรยุทธกิจในอีกสถานะหนึ่ง เป็นญาติอันใกล้ชิดกับ พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ หนึ่งในผู้ก่อการ 2475 สำคัญที่ร่วมชักชวนกันก่อการเพื่อมอบประชาธิปไตยสู่สังคม (ดูชีวประวัติในบทความก่อนหน้า[7]) อัตชีวประวัติในเล่มงานศพนี้ แม้ประพันธ์ในรูปแบบ “ปูมโหร” ซึ่งต้องการพื้นฐานในกาลานุกรมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองในช่วงที่คณะราษฎรยังมีอำนาจอยู่บ้าง แต่เนื้อหากลับให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปฏิบัติการ “ขบวนการประชาธิปไตย พ.ศ. 2492” ที่ท้ายที่สุดกลับจบลงด้วยความล้มเหลวและการถูกไล่ล่า เมื่อสรุปสาระทั้งหมดแล้ว ข้อเท็จจริงจะเผยให้เห็นถึงความช่วยเหลือของ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) ที่มีต่ออาจารย์ปรีดีในสองเหตุการณ์สำคัญต่อไปนี้

1. การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) เมื่อค่ำคืนวันที่  8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) มีบทบาทสำคัญในความพยายามต่อต้านฝ่ายรัฐประหารร่วมกับปรีดี พนมยงค์[8]  หลังจากปรีดีหลบหนีออกจากทำเนียบท่าช้าง วัชรชัยได้เดินทางไปพบอาจารย์ปรีดี และเสนอให้ท่านเดินทางไปพบหลวงสังวรฯ ที่โรงเรียนนายเรือ วังเดิม เพื่อหารือและวางแผนตอบโต้การรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม หลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้นปฏิเสธให้ความร่วมมือ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ฝ่ายของปรีดีขาดกำลังสนับสนุนจากกองทัพเรือ[9]  ระหว่างหลบหนีในคืนวันที่ 9 พฤศจิกายน วัชรชัยตัดสินใจติดต่อนำปรีดีและหลวงสังวรฯ ลี้ภัยไปที่ฐานทัพเรือสัตหีบ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ และ พล.ร.ต. ชลิต กุลกำม์ธร โดยหลวงสังวรฯ เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ทางเรือยนต์ของกองทัพเรือ พร้อมกับปรีดี และพักอยู่ในสวนแห่งหนึ่งในละแวกสำโรงก่อนที่จะเดินทางไปยังฐานทัพเรือสัตหีบ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ปรีดี หลวงสังวรฯ และคณะ ได้รับความช่วยเหลือจาก เรือเอก จริง จุลละสุขุม นำเรือลำเลียงขนาดเล็กจากกองเรือยุทธการไปรับตัว และพาหลบหนีไปยังสัตหีบ ก่อนที่ปรีดีจะหนีออกไปยังสิงคโปร์ในเวลาต่อมา

2. ในระหว่างที่อาจารย์ปรีดีลี้ภัยอยู่ในจีน กลุ่มผู้สนับสนุนของท่านในประเทศไทยได้วางแผนก่อการหมายล้มล้างคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 โดยมีการติดต่อกับฝ่ายทหารเรือบางกลุ่ม และอดีตหัวหน้าเสนาธิการกองทัพบก ที่ถูกปลดจากตำแหน่งโดยคณะรัฐประหาร ในแผนการนี้ หลวงสังวรยุทธกิจ มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำกองกำลังทหารเรือของฝ่ายอาจารย์ปรีดี เพื่อเตรียมการก่อการ อาจารย์ปรีดีได้เดินทางจากจีนกลับมายังน่านน้ำไทยโดยเรือ Submarine chaser  โดยมีจุดหมายที่ฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อพบกับ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ในชลบุรี เมื่อได้พบกัน อาจารย์ปรีดีได้แสดงความผิดหวังที่พรรคพวกถูกทรยศและพ่ายแพ้ในทางการเมือง พร้อมทั้งกล่าวถึงความยากลำบากขณะต้องลี้ภัยอยู่ในต่างแดน อาจารย์ปรีดีพูดถึงสภาพการเมืองในจีนที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ ในระหว่างการหารือ อาจารย์ปรีดียังได้กล่าวถึงกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ว่าเป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเล่นงานตัวท่านเอง แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้ราชสำนักมาโดยตลอด แต่สุดท้ายกลับถูกกล่าวหาและถูกกำจัดออกจากอำนาจ อย่างไรก็ตาม อย่างที่ทราบกันดีว่าในท้ายที่สุดขบวนการประชาธิปไตยต้องประสบความพ่ายแพ้ ในแบบที่ “ไม่สมควรแพ้” จนถึงกับฝ่ายผู้ก่อการคนสำคัญคือ พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ เขียนตัดพ้อไว้ในอนุสรณ์งานศพเล่มเดียวกันนี้ในคำไว้อาลัยว่า “เหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 อุบัติขึ้น ความเด็ดเดี่ยว จริงจังของคุณหลวง (หลวงสังวรยุทธกิจ-ผู้เขียน) ผลักดันให้แสดงตัวชัด ถึงความจงรักภักดีต่อทหารเรืออย่างบริสุทธิ์ใจ เป็นที่น่าเสียดายท่านกลับถูกมองดูไปเสียในทางตรงข้าม ความไม่จริงจังลังเลของกำลังฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลพาไปสู่ความล้มเหลว ทหารเรือยอมรับคำประนีประนอมด้วยความเขลา พาให้เกิดความวิบัติทั้งทหารเรือและพวกเสรีไทยบางส่วน”[10] ซึ่งการรบเมื่อบ่ายวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 พล.ร.ต. ทหาร มองว่าฝ่ายทหารเรือกำลังได้เปรียบ  แต่กลับมีผู้นำกองทัพเรือไปเจรจาหยุดยิงกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเท่ากับยอมรับความพ่ายแพ้ไปโดยปริยาย  จนในท้ายที่สุด ฝ่ายรัฐโดยกรมตำรวจในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2492 ได้ออกประกาศให้สินบนนำจับหลวงสังวรยุทธกิจในราคา 30,000 บาท ซึ่งเป็นรายชื่ออันดับสองต่อจากอาจารย์ปรีดีที่ถูกรัฐบาลตั้งสินบนนำจับที่ราคา 50,000 บาท[11] ด้าน พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ซึ่งรักษาราชการผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน สัตหีบ ต้องถูกสั่งย้ายไปสำรองราชการกรมเสนาธิการทหารเรือ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2492 และถูกเล่นงานอย่างหนักในอีกสองปีต่อมาด้วยกรณีกบฏแมนฮัตตัน[12]

อนุสรณ์งานศพฉบับนี้สิ้นสุดหลงที่คุณหลวงฯ ได้หลบหนีจากการจับกุม บันทึกถึงวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เป็นหน้าสุดท้าย และทายาททำหมายเหตุปิดท้ายไว้ที่หน้า 224 ไว้ว่า

“ท่านได้จบบันทึกของท่านเพียงเท่านี้ และต่อมาท่านได้มาหลบตัวอยู่ในบ้านที่ซอยสุภางค์ สุขุมวิท เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาค้น 2-3 ครั้ง ท่านก็หลบตัวอยู่ในห้องพระใช้เสื่อพันตัว ตำรวจก็จับไม่ได้สักครั้งเดียว จนท่านได้เข้าสู้คดีโดยการนำของคุณหลวงชำนาญ อรรถยุทธ เมื่อ พ.ศ. 2500 และก็พ้นมลทินไป จากนั้นท่านก็เพียรแต่สร้างบุญกุศล สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำตราบชั่วอายุขัย”

 

ปัจฉิมบท

สำหรับอนุสรณ์งานศพฉบับสำคัญนี้ กล่าวได้ว่า วิทยานิพนธ์ของนักวิชาการทุกเล่มที่เขียนถึงรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 และ ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ล้วน “ต้องอ้าง” ด้านผู้สนใจประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยก็ “ต้องอ่าน”

 


บำเพ็ญกุศลเนื่องในวันเกิดครบ ๗๐ ปี เมื่อ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๔
ที่มา: อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ

 

แม้ว่าชื่อของหลวงสังวรฯ จะถูกลดทอนลงไปจากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในเวลาต่อมา กระนั้นขณะอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ยังคงระลึกถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยและคุณงามความดีของคุณหลวงที่มีต่อประเทศชาติของท่านเสมอมา ใน พ.ศ. 2515 เมื่อหลวงสังวรฯ ถึงแก่อนิจกรรมที่ประเทศไทยแล้ว ท่านรัฐบุรุษอาวุโสจึงส่งต้นฉบับคำไว้อาลัยยาวกว่า 10 หน้า เพื่อให้คณะเจ้าภาพร่วมจัดพิมพ์ประกอบภายในหนังสืออนุสรณ์งานศพของท่านผู้วายชนม์ เพื่ออุทิศเป็นเกียรติประวัติแด่อนุชนรุ่นหลัง ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงบทบาทของหลวงสังวรยุทธกิจในฐานะนายทหารเรือนักประชาธิปไตย อาจารย์ปรีดีเขียนย่อหน้าปิดท้ายไว้ว่า

 

 


คำไว้อาลัย ปรีดี พนมยงค์

 

“เมื่อครั้งข้าพเจ้าจัดตั้งดำเนินการขบวน 26 ก.พ. 2492 นั้น ข้าพเจ้าได้ชวนคุณหลวงสังวรฯ ร่วมด้วย อันเป็นเหตุให้คุณหลวงสังวรฯ ต้องได้รับความลำบากอยู่หลายปี ในที่สุดท่านเห็นว่ามีทางสู้คดีได้จึงได้ไปที่กรมตำรวจให้ทำการสอบสวนท่าน คดีไม่มีหลักฐานทางกฎหมาย ท่านก็ได้อิสระภาพจนตลอดอายุไขย ข้าพเจ้ายินดีที่ในบั้นปลายแห่งชีวิตท่านได้ปฏิบัติวิปัสสนาเป็นนิจสิน ซึ่งเป็นการทำให้ท่านได้มีความสุขตามพระพุทโธวาท ควรแก่การได้รับความสรรเสริญ

โอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอตั้งสัตยาธิษฐาน ขอเดชะคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดบันดาลให้คุณหลวงสังวรฯ ผู้ซึ่งได้อุทิศตนรับใช้ชาติมาแล้วด้วยเอนกประการ จงไปสู่สุคติในสัมปรายภพ และเกียรติคุณของคุณหลวงสังวรฯ คงอยู่ในความระลึกถึงของผู้รักชาติชั่วกาลนานเทอญฯ”

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516
ปรีดี พนมยงค์

 


ปะรำพิธีในงานศพหลวงสังวรยุทธกิจ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2515
ที่มา: อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ

 

หลวงสังวรยุทธกิจ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ยามวิปโยค เศร้าโศกศัลย์ครั้งนั้น ภริยาได้ปรึกษากับลูก ๆ เพื่อจะสร้างอนุสรณ์เป็นเครื่องรำลึกอาลัยถึง จึงจ้างช่างศิลป์ให้ปั้นรูปเหมือน พลเรือตรี สังวร สุวรรณชีพ หรือ หลวงสังวรยุทธกิจ ในเครื่องแบบเต็มยศเพื่อประดิษฐานไว้หน้าบ้านพักที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จากเรื่องเล่าในอนุสรณ์งานศพของภริยา “รูปปั้นดังกล่าว สมาคมเตรียมธรรมศาสตร์-จุฬาอาสาศึก พ.ศ. 2488 ได้ขออนุญาตต่อท่าน นำกลับกรุงเทพฯ เมื่อ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2531 เพื่อเตรียมประดิษฐาน ณ อาคารของสมาคมต่อไป”[13]

 


[1] ปรีดี พนมยงค์, รำลึกถึงคุณหลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) ใน อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ ท.ช., ป.ม. (สังวร สุวรรณชีพ)  พระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดธาตุทอง ถนนสุขุมวิท วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พุทธศักราช 2516, (โรงพิมพ์ชวนการพิมพ์), น.(๗)-(๑๕).

[2] Suthachai Yimprasert, Funeral books shed light on People's Party, see  https://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/1274715/funeral-books-shed-light-on-peoples-party

[3] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, บัพพ์ที่ 4 ใน  ๒๔๗๕ ราษฎรพลิกแผ่นดิน, พ.ศ.2564, (มติชน), น.187-316.

[4] ทั้งนี้ มีเพียงกรณีของ พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ผู้ได้บริจาคร่างกายให้กับทางศิริราช และสันนิษฐานว่าจะมีการพิมพ์อนุสรณ์งานศพรวม รวมถึงท่านยังเป็นผู้ก่อการ 2475 ที่เขียนคำไว้อาลัยขนาดยาวไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานศพของญาติสนิท พล.ร.ต.หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) อีกด้วย.

[5] โคลงสี่สุภาพ ประพันธโดยผู้วายชนม์ ใน อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ ท.ช., ป.ม. (สังวร สุวรรณชีพ)  พระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดธาตุทอง ถนนสุขุมวิท วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พุทธศักราช 2516, (โรงพิมพ์ชวนการพิมพ์).

[6] ดู 2 บทความก่อนหน้าของผู้เขียน นริศ จรัสจรรยาวงศ์, หลากเรื่องเล่า เมื่อปรีดีหนีครั้งแรก ดู https://www.the101.world/pridi-banomyong-first-asylum/   และ ปรีดีหนี ครั้งหลัง พ.ศ.2492 ดู https://www.the101.world/pridi-banomyong-last-asylum/

[7] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ “คณะราษฎร” ทหารเรือหัวใจประชาธิปไตย ดู https://pridi.or.th/th/content/2024/10/2162

[8] รายละเอียดด้านของหลวงสังวรยุทธกิจต่อเหตุการณ์นั้น ดู -     เฉียบ (ชัยสงค์) อัมพุนันท์, มหาวิทยาลัยของข้าพเจ้า, พ.ศ.2501, (โรงพิมพไทยสัมพันธ์).

[9] ดูรายละเอียดใน หนังสือการฌาปนกิจศพ ร.อ.วัชรชัย ชัยสิทธิเวชช ร.น. ณ ฌาปนสถาน เมรุ 1 วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน วันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2539.

[10] ทหาร ขำหิรัญ (พล.ร.ต.), แด่คุณหลวงสังวรยุทธกิจ ใน ใน อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ ท.ช., ป.ม. (สังวร สุวรรณชีพ)  พระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดธาตุทอง ถนนสุขุมวิท วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พุทธศักราช 2516, (โรงพิมพ์ชวนการพิมพ์), น.(๒๓)-(๓๖).

[11] ประทีป สายเสน, กบฏวังหลวงกับปรีดี พนมยงค์, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ.2531, น.๑๐๔ อนึ่ง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ต่อมาปรับปรุงเป็นหนังสือกบฏวังหลวงกับสถานะของปรีดี พนมยงค์, พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2532, (สำนักพิมพ์อักษรสาส์น).

[12] นิยม สุขรองแพ่ง เขียน, นริศ จรัสจรรยาวงศ์ บรรณาธิการ, ทหารเรือกบฏแมนฮัตตัน ฉบับปรับปรุง, พ.ศ.2565, (มติชน).

[13] อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงเฉลิม สุวรรณชีพ จ.จ. ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร วันจันทร์ที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2532. ม.ป.พ., น.๓๐.