ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• ชีวิต-ครอบครัว, เกร็ดประวัติศาสตร์

หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร: ความผูกพันและน้ำใจต่อครอบครัวปรีดี–พูนศุข

23
ตุลาคม
2569

พลโท หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร (23 ตุลาคม พ.ศ. 2447 – 10 มีนาคม พ.ศ. 2541)

ภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ปาล พนมยงค์ ต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองเช่นเดียวกับครอบครัว เมื่อ ปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นบิดา ต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ปาลต้องเรียนหนังสือควบคู่กับการทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระของมารดา แม้จะสอบแข่งขันเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศได้ แต่ผู้มีอำนาจกลับตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงรับบุตรชายของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเข้าทำงาน ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2495 ปาลถูกเกณฑ์ทหาร จึงต้องออกจากกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเข้ารับราชการทหาร ก่อนจะถูกจับในคดีกบฏสันติภาพในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน[1]

บันทึกของเพื่อนร่วมคุกในคดี “กบฏสันติภาพ” กล่าวถึงปาลว่า เขายอมรับหน้าที่ทหารตามกฎหมายและไม่เห็นด้วยกับการอ้างฐานะของบิดาเพื่อรับอภิสิทธิ์[2] ขณะที่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้เป็นมารดา หาทางให้บุตรชายได้อยู่ในความดูแลของผู้ที่ตนเคารพและไว้วางใจ

ก่อนวันตรวจเลือก ท่านผู้หญิงพูนศุขไปเฝ้าหม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร เพื่อทูลขอให้ทรงรับปาลไว้ในสังกัดหากถูกเกณฑ์ เพราะบุตรชายประสงค์จะเป็นทหารม้า ในบันทึกถึงชีวิตของลูก พูนศุขกล่าวถึงท่านว่า “ซึ่งเป็นที่เคารพคุ้นเคยของแม่”  แม้ปาลจะถูกเกณฑ์เข้ารับราชการในเหล่าทหารม้าแล้ว แต่ก็ไม่วายมีผู้มีอำนาจตั้งคำถามต่อหม่อมเจ้าชิดชนกว่าเหตุใดจึงทรงรับบุตรของปรีดีไว้ในสังกัด พูนศุขบันทึกว่า ท่านทรงตอบโดยยืนยันว่าปาลเข้ามาเป็นทหารตามกฎหมาย และทรงรับไว้เพราะชอบพอคุ้นเคยกับมารดามาช้านาน

ความช่วยเหลือครั้งนี้มีความหมายต่อครอบครัวปรีดีและพูนศุข พนมยงค์ เพราะเกิดขึ้นในเวลาที่ความเป็นบุตรของปรีดีกลายเป็นเหตุให้ปาลถูกเพ่งเล็งทั้งในการทำงานและการรับราชการทหาร การที่หม่อมเจ้าชิดชนกทรงรับดูแลและยืนยันเหตุผลต่อผู้มีอำนาจ จึงแสดงถึงความเอื้อเฟื้อและการให้ความเป็นธรรมที่มั่นคง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมือง

พลโท หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร ทรงเป็นนายทหารและนักการทูตผู้ผ่านความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนถึงช่วงหลังสงครามเย็น นอกเหนือจากบทบาทในราชการ ลายพระหัตถ์ถึงปรีดีและบันทึกของพูนศุขยังเผยให้เห็นความเคารพนับถือและน้ำใจระหว่างสองครอบครัว การศึกษาพระประวัติของท่านจึงช่วยให้เข้าใจทั้งงานรับใช้ประเทศและการปฏิบัติต่อผู้คนในยามยาก

จากวังถนนพระอาทิตย์สู่ชีวิตนายทหาร

หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร ประสูติเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2447 ณ วังถนนพระอาทิตย์ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ กับหม่อมแช่ม กฤดากร ณ อยุธยา และเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีเชื้อสายรามัญทางเจ้าจอมมารดากลิ่น ผู้เป็นพระอัยยิกา ซึ่งสืบเชื้อสายจากตระกูลเจ้าพระยามหาโยธา[3]

ทรงได้รับการศึกษาที่โรงเรียนกล่อมวิทยา โรงเรียนราชินี และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า แผนกประถม ใน พ.ศ. 2460 ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อมาทรงได้รับทุนกองทัพบกไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ณ โรงเรียนเฮลเบอรี (Haileybury) และโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิสต์ (Sandhurst) ก่อนเสด็จกลับมารับราชการทหารม้า

สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์และคนไทย ณ กรุงปารีส พ.ศ. 2466 โดยมีหม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร (มุมบนคนที่สามจากซ้าย) และปรีดี พนมยงค์ ร่วมอยู่ในภาพ

หม่อมเจ้าชิดชนกทรงรับราชการทั้งในกองทัพ งานราชองครักษ์ และงานการทูต ทรงเป็นราชองครักษ์ประจำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และทรงดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ได้แก่ จเรทหารม้า เจ้ากรมการทหารม้า และเจ้ากรมข่าวทหารบก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก ณ กรุงลอนดอนและกรุงวอชิงตัน ก่อนโอนมารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศและดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในเวลาต่อมา

ภูมิหลังของสองครอบครัวและความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ความเกี่ยวพันระหว่างราชสกุลกฤดากรกับครอบครัวของพูนศุข พนมยงค์ (ณ ป้อมเพชร์) ย้อนกลับไปถึงคนรุ่นก่อน พูนศุขเล่าว่า พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรา (นาค ณ ป้อมเพชร์) ผู้เป็นปู่ของเธอ เคยรับราชการเป็นผู้ช่วยสถานทูตสยาม ณ กรุงลอนดอน ขณะมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงวิเศษสาลี โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ ซึ่งภายหลังทรงเป็นกรมพระนเรศรวรฤทธิ์ พระบิดาของหม่อมเจ้าชิดชนก ทรงดำรงตำแหน่งอัครราชทูต[4]

ซ้าย: พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรา (นาค ณ ป้อมเพชร์)
ขวา: พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์

ทั้งสองท่านร่วมอยู่ในคณะผู้ลงนาม 11 คน ที่ทำหนังสือกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 5 เสนอให้ปรับปรุงการปกครองตามแบบประเทศยุโรปที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้ธรรมนูญการปกครอง พูนศุขกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ด้วยความภาคภูมิใจในความคิดก้าวหน้าและความกล้าหาญของบรรพบุรุษ จึงนับเป็นความเกี่ยวพันของสองครอบครัวในประวัติศาสตร์ความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก่อนการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475

หน้าลงพระนามและนามผู้ร่วมถวายหนังสือกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 5 ของ “นักปฏิรูป ร.ศ. 103” ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ 4 พระองค์ และข้าราชการ 7 คน เพื่อเสนอให้ปรับปรุงการปกครองโดยมีรัฐธรรมนูญ ในจำนวนนี้มีกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ พระบิดาของหม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร และหลวงวิเศษสาลี (นาค) ผู้เป็นปู่ของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ร่วมลงพระนามและนามด้วย

ต่อมา ในเหตุการณ์กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 พระเชษฐาต่างพระมารดาของหม่อมเจ้าชิดชนก ได้แก่ พระองค์เจ้าบวรเดชและหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร อยู่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา[5] ส่วนหม่อมเจ้าชิดชนกนั้น หลักฐานในเวลาต่อมาแสดงถึงความนับถือที่ทรงมีต่อปรีดี ผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร และความช่วยเหลือที่ทรงมอบให้ครอบครัวปรีดี-พูนศุข[6]

ความสัมพันธ์นี้ชวนให้พิจารณาประวัติศาสตร์โดยแยกบทบาทและการกระทำของแต่ละบุคคลออกจากภูมิหลังทางครอบครัว ความเป็นพระอนุชาของผู้ก่อการไม่ได้เป็นหลักฐานว่าหม่อมเจ้าชิดชนกทรงมีบทบาทหรือความคิดเห็นเช่นเดียวกับพระเชษฐา และความใกล้ชิดกับครอบครัวปรีดี-พูนศุขก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเห็นพ้องทางการเมืองทุกประการ สิ่งที่หลักฐานแสดงให้เห็นคือความนับถือระหว่างกัน และน้ำใจที่ยังคงมีให้ในเวลาที่ครอบครัวหนึ่งเผชิญความยากลำบาก

ร่วมภารกิจฟื้นความสัมพันธ์หลังสงครามโลก

การฟื้นฟูสถานะของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีพื้นฐานสำคัญจากการดำเนินงานของขบวนการเสรีไทยและการติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างสงคราม ปรีดีเล่าถึงงานเหล่านี้ในคำให้การต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2489 ในฐานะพยานฝ่ายจำเลยของพันโท พระสารสาสน์พลขันธ์ ผู้ถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม โดยกล่าวถึงการชักชวนผู้ร่วมงานต่อต้านญี่ปุ่นทั้งภายในและภายนอกประเทศ และสาส์นจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่ยอมรับฐานะหัวหน้าขบวนการต่อต้านของตน พร้อมแสดงความพร้อมที่จะรับรองเอกราชของประเทศไทย[7]

อย่างไรก็ตาม แม้ปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะออกประกาศสันติภาพ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 แล้ว ไทยยังต้องเจรจาเพื่อคลี่คลายผลผูกพันจากสงคราม เนื่องจากฝ่ายสัมพันธมิตรมีท่าทีต่อไทยแตกต่างกัน สหรัฐอเมริกาไม่ถือว่ามีสถานะสงครามกับไทยมาแต่ต้น ขณะที่อังกฤษยังเรียกร้องให้จัดทำความตกลงเพื่อเลิกสถานะสงคราม[8]

หม่อมเจ้าชิดชนกทรงร่วมภารกิจของคณะผู้แทนไทยที่เมืองแคนดี เกาะลังกา ซึ่งมี หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ เป็นหัวหน้าคณะ กนต์ธีร์ ศุภมงคล ผู้ร่วมคณะ ได้บันทึกถึงหม่อมเจ้าชิดชนกในช่วงที่พำนักอยู่ด้วยกัน ตลอดจนบรรยากาศการเจรจาที่ฝ่ายไทยต้องรับมือกับข้อเรียกร้องอันหนักหน่วงของอังกฤษ ท่ามกลางความไม่แน่นอนระหว่างรอคำสั่งและการนัดหมายประชุม[9]

หม่อมเจ้าชิดชนก (ที่สองจากซ้าย) ร่วมในพิธี ขณะหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ทรงลงนามใน “ความตกลงสมบูรณ์แบบ” เพื่อเลิกสถานะสงครามระหว่างไทยกับบริเตนใหญ่และอินเดีย ณ สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489

อังกฤษเรียกร้องให้ไทยส่งมอบข้าวโดยไม่คิดมูลค่า พร้อมกำหนดเงื่อนไขที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจและกระทบต่ออธิปไตยของไทย ฝ่ายไทยจึงต้องเจรจาต่อรองและประสานกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งคัดค้านข้อเรียกร้องของอังกฤษบางประการ กระบวนการเจรจาดำเนินต่อไปจนมีการลงนาม “ความตกลงสมบูรณ์แบบ” ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรและอินเดีย ณ สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 ยุติสถานะสงครามระหว่างกัน แม้ไทยยังต้องรับภาระตามเงื่อนไขของความตกลง[10]

ปกเอกสาร “ความตกลงสมบูรณ์แบบเพื่อเลิกสถานะสงครามระหว่างประเทศไทยกับบริเตนใหญ่และอินเดีย” และจดหมายเหตุแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลียเพื่อเลิกสถานะสงคราม ลงนาม ณ สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489
ที่มาภาพ: Antipodean Books, Maps & Prints⁠

การร่วมคณะผู้แทนที่แคนดีเป็นส่วนหนึ่งของงานรับใช้ประเทศของหม่อมเจ้าชิดชนกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ภารกิจนี้เชื่อมโยงกับความพยายามรักษาเอกราชและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งอาศัยทั้งงานของขบวนการเสรีไทย การดำเนินนโยบายของรัฐบาล และความสามารถของผู้แทนไทยในการเจรจาภายใต้ข้อจำกัดหลังสงคราม

ลายพระหัตถ์ถึง “ท่านรัฐบุรุษอาวุโส”

มิตรภาพระหว่างท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ กับหม่อมหลวงต่อ กฤดากร (ราชสกุลเดิม ชุมสาย) หม่อมในพลโท หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร เป็นสายสัมพันธ์สำคัญที่ทำให้ทั้งสองครอบครัวมีความใกล้ชิดกัน ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ ความสนิทสนมนี้ขยายมาถึงคู่ชีวิตและบุตร ดังปรากฏในลายพระหัตถ์ที่หม่อมเจ้าชิดชนกทรงส่งจากกรุงลอนดอนถึงปรีดี ลงวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2490

หม่อมหลวงต่อ ชุมสาย (ซ้าย) กับหม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร (ขวา)

ขณะนั้นหม่อมเจ้าชิดชนกทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก ณ กรุงลอนดอน ทรงมีลายพระหัตถ์ขึ้นต้นว่า “เรียน ท่านรัฐบุรุษอาวุโส ทราบ” แล้วแจ้งผลการสอบถามกระทรวงกลาโหมอังกฤษเกี่ยวกับการเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อย ทั้งเกณฑ์อายุ คุณวุฒิ การฝึกเบื้องต้น และค่าใช้จ่าย ตามคำถามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศส่งมา เมื่อชี้แจงรายละเอียดแล้ว ท่านทรงแสดงความเต็มใจที่จะช่วยเหลือปรีดีว่า

“หากท่านรัฐบุรุษอาวุโสมีกิจธุระที่กระผมจะทำให้ได้ ขอเรียนว่ายินดีให้ใช้เสมอ”[11]

ลายพระหัตถ์ของพันเอกหม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร (พระยศในขณะนั้น) ถึงนายปรีดี พนมยงค์ ลงวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2490 จ่าหน้าถึง "H.E. The Senior Statesman" โดยเนื้อหาแจ้งรายละเอียดการเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยอังกฤษ พร้อมข้อความช่วงท้ายที่ทรงแสดงความเอื้อเฟื้อและฝากความระลึกถึงครอบครัวปรีดี-พูนศุข
ที่มา: บทความ "ประวัติชีวิต และบทบาททางสังคมของ ม.จ.ชิดชนก กฤดากร", สถาบันปรีดี พนมยงค์

จากนั้นทรงฝากความระลึกถึงมายังพูนศุข พร้อมแจ้งว่าหม่อมหลวงต่อยินดีรับบุตรชายของปรีดีมาพักด้วยหากเดินทางไปอังกฤษ แม้บ้านที่พักอยู่จะเป็นบ้านเล็กก็ตาม[12] ข้อเสนอให้มาพักร่วมบ้านแสดงถึงความคุ้นเคยและความพร้อมที่จะดูแลบุตรของมิตร ส่วนคำเรียก “ท่านรัฐบุรุษอาวุโส” และถ้อยคำที่ทรงใช้แทนพระองค์ว่า “กระผม” ก็แสดงถึงการให้เกียรติและความนับถือที่ทรงมีต่อปรีดี

ลายพระหัตถ์ฉบับนี้เขียนขึ้นก่อนรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เพียง 11 วัน หลังจากนั้นปรีดีต้องลี้ภัยออกจากประเทศ แต่ไมตรีระหว่างสองครอบครัวยังคงอยู่ ดังปรากฏในการช่วยเหลือปาลเมื่อถึงคราวเข้ารับการตรวจเลือกทหารใน พ.ศ. 2495

ความผูกพันกับหม่อมหลวงต่อยังอยู่ในความทรงจำของลูก ๆ ของปรีดีและพูนศุข ซึ่งเรียกท่านอย่างคุ้นเคยว่า “ป้าต่อ” ดุษฎี พนมยงค์ เล่าว่า เมื่อครอบครัวกลับมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเป็นการถาวร ป้าต่อพาหลาน ๆ ไปรับประทานอาหารตามร้านมีชื่อ และพาไปตัดเสื้อผ้าให้เหมาะกับอากาศเมืองไทย

ดุษฎียังเล่าว่า ก่อนหม่อมหลวงต่อเสียชีวิตไม่นาน ท่านได้มอบเหรียญทองฝังเพชรซึ่งเป็นมรดกตกทอดในครอบครัวให้แก่ท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นของขวัญวันเกิด เหรียญมีรูปหมูสีชมพู สอดคล้องกับที่พูนศุขเกิดวันอังคาร ปีกุน สุดา พนมยงค์ เล่าเพิ่มเติมว่า หม่อมหลวงต่อรักท่านผู้หญิงพูนศุขมาก จึงตั้งใจมอบเหรียญนี้ให้ ในตอนแรกพูนศุขปฏิเสธและขอให้นำกลับไป แต่ต่อมาหม่อมหลวงต่อก็นำเหรียญมามอบให้อีกครั้ง พร้อมขอให้รับไว้

ภายหลังหม่อมหลวงต่อเสียชีวิต ทายาทได้ให้คนติดต่อมาขอยืมเหรียญไปจัดแสดงในนิทรรศการ เมื่อทายาทของปรีดีและพูนศุขส่งมอบเหรียญให้แล้ว ก็ไม่ได้ขอรับกลับมาอีก ตามเจตนารมณ์ของท่านผู้หญิงพูนศุข[13]

เมื่อปาลเข้ารับราชการทหารม้า

ภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ครอบครัวพนมยงค์ต้องเผชิญความยากลำบากทั้งทางการเมืองและการดำรงชีวิต พูนศุขบันทึกว่า เมื่อการจ่ายบำนาญของปรีดีถูกระงับ ครอบครัวต้องหารายได้จากการให้เช่าบ้านและทำขนมขาย ส่วนปาลเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควบคู่กับการรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของมารดา

ก่อนการตรวจเลือกทหารในเดือนเมษายน พ.ศ. 2495 พูนศุขไปเฝ้าหม่อมเจ้าชิดชนก เพื่อทูลขอให้ทรงรับปาลไว้ในสังกัดหากถูกเกณฑ์ เพราะบุตรชายประสงค์จะเป็นทหารม้า ขณะนั้นท่านทรงดำรงตำแหน่งจเรทหารม้า โดยทำเนียบของศูนย์การทหารม้าระบุว่าทรงดำรงตำแหน่งจเรทหารม้าและเจ้ากรมการทหารม้าระหว่าง พ.ศ. 2493–2497[14]

เครื่องหมายกรมการทหารม้า (กทม.) ซึ่งผู้เผยแพร่ระบุว่าใช้ราว พ.ศ. 2496–2497 ในช่วงที่พลตรี หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร ทรงดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการทหารม้า
ที่มา:เพจ Facebook “ภาพเล่าเรื่อง” เผยแพร่วันที่ 12 พฤษภาคม 2566 เครดิตตามโพสต์: @LuckiesLee (ปรับภาพโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)

ในวันตรวจเลือก หม่อมเจ้าชิดชนกทรงมอบหมายให้พันโทผู้หนึ่งไปดูตัวปาลที่วัดหัวลำโพง เมื่อถูกเกณฑ์ ปาลได้เข้ารับราชการเป็นพลทหารสังกัดจเรทหารม้า แผนกม้าป่วย มีหน้าที่ดูแลทำความสะอาดม้าและเกี่ยวหญ้า พูนศุขเล่าถึงการไปเยี่ยมบุตรชายในวันที่อยู่เวร และกล่าวถึงความเอื้อเฟื้อของผู้บังคับบัญชา ตลอดจนนายสิบและครอบครัวที่มีต่อปาล ส่วนหม่อมหลวงต่อก็คอยทำอาหารพิเศษส่งไปให้ด้วยความเอ็นดูในฐานะลูกชายของเพื่อนรัก

แม้ปาลจะเข้ารับราชการเช่นเดียวกับพลทหารคนอื่น ความเป็นบุตรของปรีดีก็ยังทำให้เขาถูกเพ่งเล็ง พูนศุขบันทึกไว้ว่า

“ทั้ง ๆ ที่มีสภาพเช่นนี้ก็ไม่วายที่ผู้มีอำนาจในสมัยนั้นจะรังเกียจ ถึงกับถาม ม.จ.ชิดชนกฯ ว่า ทำไมรับลูกหลวงประดิษฐ์ฯ มาเป็นทหาร ซึ่งท่านตอบไปว่า เขามาเป็นทหารตามกฎหมาย และที่ท่านรับมาไว้ในสังกัดท่าน ก็เพราะท่านชอบพอคุ้นเคยกับแม่มาช้านาน”[15]

คำตอบที่พูนศุขถ่ายทอดไว้แสดงถึงความตรงไปตรงมาของหม่อมเจ้าชิดชนก ท่านทรงยืนยันว่าปาลเข้ารับราชการตามกฎหมาย และทรงกล่าวถึงความคุ้นเคยกับมารดาของเขาอย่างเปิดเผย ความช่วยเหลือของท่านทำให้ปาลได้อยู่ในสังกัดที่มารดาไว้วางใจ โดยยังต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของพลทหาร

เรื่องนี้สอดคล้องกับท่าทีของปาลเอง ซึ่งยอมรับการเป็นทหารตามกฎหมาย และทักท้วงความคิดที่ว่าตนควรได้รับการยกเว้นเพราะเป็นบุตรของรัฐบุรุษอาวุโสว่าเป็นความคิดแบบอภิสิทธิ์[16]ฐานะของบิดาไม่ควรเป็นเหตุให้ได้รับอภิสิทธิ์ เช่นเดียวกับที่ไม่ควรเป็นเหตุให้ถูกกีดกัน การที่หม่อมเจ้าชิดชนกทรงรับดูแลปาลและยืนยันเหตุผลต่อผู้มีอำนาจ จึงมีความหมายต่อครอบครัวปรีดี-พูนศุขในเวลาที่ความขัดแย้งทางการเมืองติดตามมาถึงชีวิตของบุตรด้วย

ความไว้วางใจในช่วงที่ครอบครัวถูกคุกคาม

ปาลรับราชการทหารได้เพียงไม่กี่เดือนก็ถูกจับกุมในคดีที่รู้จักกันในชื่อ “กบฏสันติภาพ” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ขณะลาป่วยพักอยู่ที่บ้าน อีกสองวันต่อมา พูนศุขก็ถูกจับกุมด้วย

ปาล พนมยงค์ ขณะตำรวจนำตัวไปศาลอาญาเพื่อขออำนาจฝากขัง เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ในข้อหาขบถภายในและภายนอกราชอาณาจักร

พูนศุขถูกคุมขังเป็นเวลา 84 วัน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากอัยการเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะฟ้อง ส่วนปาลยังต้องถูกดำเนินคดีและคุมขังต่อไป[17] ขณะที่ปรีดีลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ การจับกุมมารดาและบุตรชายทำให้ครอบครัวต้องพลัดพรากจากกันยิ่งขึ้น และต้องรับภาระในการต่อสู้คดีเพิ่มจากความยากลำบากที่เผชิญอยู่แล้ว

บัตรผู้ต้องหาของปาล พนมยงค์ ในคดีกบฏสันติภาพ ระบุอายุ 21 ปี และข้อหา “ขบถภายในและนอกราชอาณาจักร์” ตามตัวสะกดในเอกสาร โดยมีคำนำหน้าชื่อ “ข.ช.” (ขังชาย) และ “พลฯ” (พลทหาร) แสดงสถานะของปาลซึ่งถูกจับกุมระหว่างรับราชการทหาร

เหตุการณ์เหล่านี้ช่วยให้เข้าใจความหมายของน้ำใจที่หม่อมเจ้าชิดชนกและหม่อมหลวงต่อมีต่อครอบครัวปรีดี-พูนศุข การรับปาลไว้ในสังกัดและดูแลระหว่างรับราชการเกิดขึ้นก่อนการจับกุม ในช่วงที่เขาถูกเพ่งเล็งเพราะเป็นบุตรของปรีดีอยู่แล้ว ความไว้วางใจของพูนศุขจึงมีที่มาจากทั้งมิตรภาพอันยาวนานและการให้ความเป็นธรรมในยามที่ครอบครัวตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง

ชีวิตราชการและน้ำใจที่ควรจดจำ

หม่อมเจ้าชิดชนกทรงปฏิบัติราชการทั้งด้านการทหารและการทูตอย่างต่อเนื่อง ทรงเป็นกรรมการในคณะกรรมการสงบศึกเกาหลีของกองทัพสหประชาชาติ ต่อมาทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่นระหว่าง พ.ศ. 2501–2507 และเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำเอธิโอเปียระหว่าง พ.ศ. 2507–2508 ก่อนเกษียณอายุราชการ

ท่านสิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2541 สิริชันษา 93 ปี ตลอดพระชนม์ชีพ ทรงผ่านงานในราชสำนัก กองทัพ และการต่างประเทศ ส่วนลายพระหัตถ์ถึงปรีดีและบันทึกของพูนศุขได้เก็บรักษาเรื่องราวความผูกพันระหว่างสองครอบครัวไว้ ตั้งแต่การติดต่อเรื่องการศึกษาของบุตร ไปจนถึงการช่วยเหลือเมื่อครอบครัวปรีดี-พูนศุขเผชิญแรงกดดันทางการเมือง

สำหรับสถาบันปรีดี พนมยงค์ การรำลึกถึงหม่อมเจ้าชิดชนกเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประวัติศาสตร์ที่พิจารณาบุคคลจากการกระทำและหลักฐาน ความเกี่ยวพันทางเครือญาติหรือสถานะทางสังคมไม่อาจใช้ตัดสินความคิดและการปฏิบัติของบุคคลทั้งหมดได้ เรื่องราวของท่านแสดงให้เห็นว่า ความเคารพนับถือและการให้ความเป็นธรรมต่อกันดำรงอยู่ได้ แม้ผู้คนจะมีภูมิหลังต่างกันและอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง

ถ้อยคำของท่านผู้หญิงพูนศุขที่ว่า “ซึ่งเป็นที่เคารพคุ้นเคยของแม่” จึงมีทั้งมิตรภาพและประสบการณ์ในยามยากรองรับ ขณะเดียวกัน ลายพระหัตถ์ถึง “ท่านรัฐบุรุษอาวุโส” ก็แสดงถึงความนับถือที่หม่อมเจ้าชิดชนกทรงมีต่อปรีดี ความเอาใจใส่จากลอนดอน การรับปาลไว้ในสังกัด และการยืนยันเหตุผลต่อผู้มีอำนาจ ล้วนทำให้เข้าใจว่าความไว้วางใจระหว่างสองครอบครัวเกิดจากสิ่งใด น้ำใจและความตรงไปตรงมาเหล่านี้เป็นคุณความดีที่ควรจดจำ ควบคู่กับงานรับใช้ประเทศของท่าน

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


[1] พูนศุข พนมยงค์, “ชีวิตของลูกปาล,” ใน อนุสรณ์ นายปาล พนมยงค์ คำไว้อาลัย กับประวัติ และสังคมปรัชญาเบื้องต้น (กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์, 2525); เผยแพร่ออนไลน์ในชื่อ “ชีวิตของปาล พนมยงค์”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 9 กันยายน พ.ศ. 2563.

[2] เพื่อนร่วมคุกในคดีสันติภาพ, “พลทหารปาล พนมยงค์ สมัยเป็นจำเลยที่ 11 ในคดีสันติภาพ (ขบถ 10 พ.ย. 2495),” ใน อนุสรณ์ ปาล พนมยงค์ พ.ศ. 2525; เผยแพร่ออนไลน์ในชื่อ “พลทหาร ปาล พนมยงค์: ผู้เป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 26 กันยายน พ.ศ. 2563.

[3] หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร, “นิทานชีวิตจริงบางตอนของข้าพเจ้า,” ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลโท หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร, หน้า 3–4.

[4] พูนศุข พนมยงค์, “ข้อเขียนของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์,” เดิมเผยแพร่ในหนังสือ วันปรีดี พนมยงค์ 11 พฤษภาคม 2533; พิมพ์รวมใน ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์ สกุลพนมยงค์ และสกุล ณ ป้อมเพชร์, พิมพ์ครั้งที่ 2 (มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2535), น. 180.

[5] กษิดิศ อนันทนาธร, “ม.จ.ชิดชนก กฤดากร : น้องของกบฏ และผู้ช่วยเหลือครอบครัวกบฏ”⁠, The 101 World, 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567.

[6] อ้างแล้ว, พูนศุข พนมยงค์.

[7] ปรีดี พนมยงค์, เบื้องหลังการก่อตั้งขบวนการเสรีไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สันติธรรม, 2515), น. 13. เป็นคำให้การในฐานะพยานของพระสารสาสน์พลขันธ์ในคดีอาชญากรสงคราม.

[8] กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช 2483 ถึง 2495, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, 2566), บทที่ 22 “การเจรจาเลิกสถานะสงคราม,” โดยเฉพาะ น. 335–338 และ 347–348; ฉบับเผยแพร่โดยศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ⁠.

[9] เรื่องเดียวกัน, หน้า 313 และ 346–348.

[10] เรื่องเดียวกัน.

[11] ลายพระหัตถ์หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร ถึงปรีดี พนมยงค์ ลงวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2490 ภาพและคำถอดเผยแพร่ใน “ประวัติชีวิต และบทบาททางสังคมของ ม.จ.ชิดชนก กฤดากร”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567.

[12] เรื่องเดียวกัน.

[13] คำบอกเล่าของสุดา พนมยงค์ และดุษฎี พนมยงค์ ถ่ายทอดแก่ปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569.

[14] ศูนย์การทหารม้า, “ทำเนียบผู้บังคับบัญชา,” รายพระนาม พลโท หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร, ช่วง พ.ศ. 2493–2497.

[15] อ้างแล้ว, พูนศุข พนมยงค์, “ชีวิตของลูกปาล.

[16] อ้างแล้ว, เพื่อนร่วมคุกในคดีสันติภาพ, “พลทหารปาล พนมยงค์ สมัยเป็นจำเลยที่ 11 ในคดีสันติภาพ (ขบถ 10 พ.ย. 2495).

[17] พูนศุข พนมยงค์, “เมื่อข้าพเจ้าถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘กบฏ’,” ปรีดีสาร, หน้า 33–43, โดยเฉพาะหน้า 42 เรื่องการคุมขัง 84 วันและการปล่อยตัวเมื่ออัยการเห็นว่าไม่มีหลักฐานที่จะฟ้อง; พิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 23 และ 30 กรกฎาคม และ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2545.