ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• เกร็ดประวัติศาสตร์, วันนี้ในอดีต

กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476: การโต้อภิวัฒน์และการต่อสู้เพื่ออำนาจของราษฎร

11
ตุลาคม
2569

ขบวนรถไฟขนส่งอาวุธหนักของฝ่ายรัฐบาล พร้อมรถสายพานติดปืนต่อต้านอากาศยานและกำลังพล ในปฏิบัติการปราบกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476

 

วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 กองทหารหัวเมืองภายใต้การนำของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เคลื่อนกำลังเข้าประชิดพระนคร ผู้ก่อการซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” เรียกร้องให้รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาลาออก เมื่อรัฐบาลปฏิเสธ การเผชิญหน้าจึงขยายเป็นการสู้รบบริเวณบางเขน หลักสี่ และดอนเมือง ก่อนฝ่ายกบฏถอยร่นไปตามเส้นทางรถไฟสู่สระบุรีและนครราชสีมา เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นวิกฤตทางทหารครั้งสำคัญของระบอบรัฐธรรมนูญที่เพิ่งก่อตัวขึ้นหลังการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้เพียงหนึ่งปีเศษ[1]

เบื้องหลังการสู้รบคือความขัดแย้งเรื่องการจัดอำนาจทางการเมือง ทิศทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ รัฐบาล กับสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายผู้ก่อการนำข้อกล่าวหาว่าปรีดี พนมยงค์เป็นคอมมิวนิสต์มาใช้เป็นเหตุผลสำคัญในการต่อต้านรัฐบาล ความขัดแย้งนี้ยังขยายไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชน ราษฎรส่วนหนึ่งสนับสนุนการปราบกบฏด้วยการบริจาคเงิน อาหาร และสิ่งของ สะท้อนว่าการปกป้องรัฐธรรมนูญมีความหมายต่อผู้คนที่เห็นว่าตนมีส่วนได้เสียในระบอบใหม่[2]

แนวคิด “การโต้อภิวัฒน์” หรือ Counter-Revolution ที่ปรีดีอธิบายไว้ในข้อเขียนภายหลัง เป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาความพยายามยับยั้งหรือย้อนทิศทางการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475[3] เมื่อนำมาอ่านประกอบคำประกาศ ข้อเรียกร้อง และการใช้กำลังของฝ่ายกบฏบวรเดช จะเห็นว่าความขัดแย้งครั้งนี้เกี่ยวพันกับ อำนาจของราษฎรในการกำหนดอนาคตของประเทศ ตั้งแต่สิทธิในการกำหนดผู้ปกครองไปจนถึงทิศทางเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตประชาชน การทำความเข้าใจกบฏบวรเดชจึงต้องพิจารณาทั้งความเปลี่ยนแปลงที่ฝ่ายผู้ก่อการต้องการยับยั้ง และความหวังที่ผู้สนับสนุนระบอบใหม่ต้องการรักษาไว้

การโต้อภิวัฒน์ในความคิดของปรีดี

ในข้อเขียนย้อนหลังเรื่อง “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย” ปรีดี พนมยงค์อธิบายว่า การเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญย่อมเผชิญแรงต่อต้านจากผู้เสียประโยชน์บางส่วนที่ “พยายามฟื้นฟูระบอบเก่าในรูปลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง” รวมถึงผู้ที่มิได้สูญเสียประโยชน์โดยตรง แต่ยังยึดถือทัศนะของระบบเก่าและเข้าร่วมต่อต้านความเปลี่ยนแปลงด้วย[4]

 

หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ พระยาพหลพลพยุหเสนา และปรีดี พนมยงค์

 

ปรีดียังอธิบายว่า “พลังตกค้าง” ของระบบเก่ามิได้หมายถึงบุคคลในวรรณะเก่าทุกคน เพราะผู้มาจากชนชั้นนำอาจมีความคิดก้าวหน้าและถือประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ของชนชั้นตน ขณะที่ผู้เกิดในสมัยใหม่อาจยังยึดถือความคิดที่เหนี่ยวรั้งสังคมไว้กับระบบเดิมได้ ข้อพิจารณาสำคัญจึงอยู่ที่ทัศนะและการกระทำของบุคคล มากกว่าชาติกำเนิดหรือวัย[5]

เมื่อนำคำอธิบายนี้มาเป็นกรอบวิเคราะห์ การโต้อภิวัฒน์จึงอาจปรากฏในรูปของการจัดอำนาจที่ย้อนทิศทางความเปลี่ยนแปลง แม้ยังคงชื่อหรือรูปแบบของสถาบันในระบอบใหม่ไว้ก็ตาม การมีรัฐธรรมนูญจึงต้องพิจารณาควบคู่กับเนื้อหาของอำนาจ ว่าใครมีอำนาจกำหนดรัฐบาลและกฎหมาย ผู้ใช้อำนาจต้องรับผิดชอบต่อใคร และราษฎรมีส่วนกำหนดกิจการส่วนรวมได้จริงเพียงใด

สำหรับกบฏบวรเดช กรอบคิดดังกล่าวช่วยให้วิเคราะห์การกระทำและข้อเรียกร้องของฝ่ายกบฏ โดยไม่เหมารวมว่าผู้เข้าร่วมทุกคนมีแรงจูงใจเดียวกัน หรือต้องการรื้อฟื้นระบอบเดิมทุกประการ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ฝ่ายกบฏต้องการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจขึ้นใหม่อย่างไร และหากข้อเรียกร้องบรรลุผล อำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศจะเคลื่อนไปอยู่ในมือของผู้ใด

ประชาธิปไตยกับความสุขสมบูรณ์ของราษฎร

ปกหนังสือ “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” ของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)

 

สำหรับปรีดี การเปลี่ยนแปลงการปกครองผูกพันกับการยกระดับชีวิตประชาชน เค้าโครงการเศรษฐกิจที่เขาเสนอภายหลังการอภิวัฒน์ยึดหลักเศรษฐกิจของคณะราษฎร ซึ่งมุ่งให้รัฐบาลจัดหางาน วางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ และไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก โดยถือว่า การบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรีดีอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญกับชีวิตประชาชนไว้ว่า

“รัฐธรรมนูญเปรียบประดุจกุญแจที่จะไขประตูเปิดช่องทางให้ราษฎรได้มีส่วนมีเสียงในการปกครองให้จัดถูกต้องตามความต้องการของตน”[6]

ตามแนวคิดนี้ การมีส่วนร่วมทางการเมืองต้องนำไปสู่การดำรงชีวิตที่มั่นคง โดยรัฐบาลมีหน้าที่จัดหลักประกันให้ราษฎรได้รับปัจจัยพื้นฐานตั้งแต่เกิดจนสิ้นชีพ เค้าโครงการฯ จึงเสนอให้ทุกคนมีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย แม้ในช่วงที่ยังเป็นเด็ก เจ็บป่วย พิการ หรือชราจนทำงานไม่ได้ เพื่อให้ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจไม่ผลักประชาชนไปสู่ความอดอยาก[7]

รายละเอียดและความเป็นไปได้ของข้อเสนอเหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องที่อภิปรายโต้แย้งได้ แต่เป้าหมายในเอกสารแสดงให้เห็นว่า สำหรับปรีดี อำนาจอธิปไตยของราษฎรสัมพันธ์กับความรับผิดชอบของรัฐต่อชีวิตราษฎร ความขัดแย้งหลัง พ.ศ. 2475 จึงครอบคลุมถึงบทบาทของรัฐบาลในการจัดระบบเศรษฐกิจ และขอบเขตที่รัฐควรเข้าไปดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน

จากข้อขัดแย้งทางเศรษฐกิจสู่การปิดสภา

เค้าโครงการเศรษฐกิจเผชิญการคัดค้านอย่างหนัก และปรีดีถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ความเห็นต่างเกิดขึ้นทั้งระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายอนุรักษนิยมและภายในกลุ่มผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองเอง ในคำบอกเล่าย้อนหลัง ปรีดีระบุว่ารัฐมนตรีมีความเห็นแตกต่างกัน และตนได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าพร้อมลาออกหากเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อยในคณะรัฐมนตรี[8]

วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาปิดสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ต่อมามีการออกกฎหมายว่าด้วยคอมมิวนิสต์ และปรีดีถูกเนรเทศให้เดินทางไปพำนักในฝรั่งเศส ความขัดแย้งทางนโยบายจึงลุกลามเป็นวิกฤตของระบอบการเมือง เมื่อกลไกอภิปรายและตรวจสอบรัฐบาลในสภาถูกระงับลง

 

พระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พุทธศักราช 2476 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2476 ภายหลังรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาปิดสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา

 

วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 พระยาพหลพลพยุหเสนานำกำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ ตามมาด้วยการเปิดประชุมสภาและกลับมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ที่รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทาน ต่อมารัฐบาลเชิญปรีดีกลับประเทศ และเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2476[9] การกลับเข้าร่วมรัฐบาลของปรีดีจึงเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังไม่คลี่คลาย และข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์ก็ถูกฝ่ายกบฏบวรเดชหยิบยกขึ้นมาโจมตีรัฐบาลอีกครั้ง

 

ภาพหมู่รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา แถวบน: ปรีดี พนมยงค์ (ที่ 4 จากซ้าย) และหลวงสิริราชไมตรี (ที่ 5 จากซ้าย); แถวกลาง: หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ที่ 1 จากซ้าย) พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (ที่ 3 จากซ้าย) และหลวงพิบูลสงคราม (ที่ 4 จากซ้าย); แถวหน้า: พระยาพหลพลพยุหเสนา (ที่ 4 จากซ้าย)

 

ขณะที่การดำเนินการในเดือนมิถุนายนฟื้นกลไกของระบอบประชาธิปไตยที่ถูกระงับ ฝ่ายกบฏบวรเดชในเดือนตุลาคมกลับใช้กำลังบังคับให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งและยอมรับเงื่อนไขการจัดอำนาจของตน ความแตกต่างนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดฝ่ายรัฐบาลและผู้สนับสนุนจึงถือว่าการปราบกบฏเป็นการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน การประเมินข้อเรียกร้องของฝ่ายกบฏก็ต้องพิจารณาต่อไปว่า จะส่งผลต่ออำนาจของรัฐบาล สภา พระมหากษัตริย์ และราษฎรอย่างไร

ข้อกล่าวหาคอมมิวนิสต์กับการสร้างความชอบธรรมให้การใช้กำลัง

หนังสือของพระยาศรีสิทธิสงครามถึงพระยาพหลฯ ลงวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 กล่าวหารัฐบาลว่าปล่อยให้มีการล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพ และเรียกปรีดีกลับประเทศโดยยังไม่ได้สะสางข้อกล่าวหาคอมมิวนิสต์[10] การอ้างความจงรักภักดีจึงถูกเชื่อมเข้ากับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้กำลังบังคับเปลี่ยนรัฐบาล

 

พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) นายทหารคนสำคัญของฝ่ายกบฏบวรเดช ผู้เสียชีวิตในการรบบริเวณหินลับ จังหวัดสระบุรี เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476

 

ต่อประเด็นการกลับประเทศ ปรีดีอธิบายย้อนหลังในจดหมายถึงประเสริฐ ปัทมสุคนธ์ ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2517 ว่า ตนขอให้รัฐบาลนำความกราบบังคมทูลก่อน และการกลับสยามกับการเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นไปตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ[11] คำอธิบายนี้ชี้ให้เห็นว่า การต่อต้านปรีดีโดยอ้างความจงรักภักดีต้องพิจารณาควบคู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า เขาได้รับการแต่งตั้งตามพระบรมราชโองการ

ส่วนข้อกล่าวหาคอมมิวนิสต์ได้รับการพิจารณาผ่านกระบวนการของสภาในเวลาต่อมา รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2476 ตามปฏิทินเดิม หรือ พ.ศ. 2477 เมื่อนับปีแบบปัจจุบัน บันทึกว่า กรรมาธิการสอบสวนเห็นว่าปรีดีไม่มีมลทินตามข้อกล่าวหา และสภาลงมติรับรองผลการพิจารณานั้น[12]

ลำดับเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่า ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ฝ่ายกบฏนำข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีข้อยุติมาใช้เป็นเหตุผลรองรับการใช้กำลัง ความเห็นต่างเรื่องนโยบายเศรษฐกิจจึงถูกยกระดับเป็นข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นภัยต่อบ้านเมือง และใช้สนับสนุนการบังคับให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ ก่อนที่กระบวนการสอบสวนจะนำไปสู่มติของสภาที่รับรองว่าปรีดีไม่มีมลทินตามข้อกล่าวหา

รัฐธรรมนูญในคำประกาศกับอำนาจในข้อเรียกร้อง

ฝ่ายกบฏเสนอ “หลักความมุ่งหมาย 6 ประการ” เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ยืนยันการมีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ การตั้งและถอดถอนรัฐบาลตามเสียงข้างมาก และการมีคณะการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ข้าราชการประจำอยู่พ้นจากการใช้อำนาจหน้าที่ทางการเมือง และให้แต่งตั้งข้าราชการตามคุณวุฒิความสามารถ ข้อเรียกร้องอีกสองประการคือ ให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 และให้กระจายอาวุธสำคัญไปประจำหน่วยทหารตามท้องถิ่น มิให้รวมกำลังไว้เฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง[13]

 

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร ผู้นำฝ่ายกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476

 

ข้อเรียกร้องบางส่วนสามารถอภิปรายได้ภายในระบอบรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่ายผู้ก่อการนำข้อเสนอเหล่านั้นมาพร้อมกับกองทหารที่เข้าบังคับให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่ง ความขัดแย้งระหว่างการประกาศยึดเสียงข้างมากกับการใช้กำลังอาวุธตัดสินว่าใครควรปกครองประเทศ จึงเป็นประเด็นสำคัญในการประเมินความเป็นประชาธิปไตยของขบวนการ ปรีดียังชี้ในข้อเขียน พ.ศ. 2517 ว่า การยกกำลังเข้าประชิดพระนครเกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลกำลังดำเนินการให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว[14]

สำหรับข้อเสนอเรื่องสมาชิกประเภทที่ 2 ปรีดีตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายกบฏไม่ได้คัดค้านการมีสมาชิกประเภทนี้จำนวนกึ่งหนึ่งของสภาตามบทเฉพาะกาล แต่เรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง ประเด็นจึงอยู่ที่ อำนาจกำหนดองค์ประกอบของสภา และผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสภา รัฐบาล กับพระมหากษัตริย์ ปรีดีวิจารณ์ว่าข้อเรียกร้องนี้ดึงพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และขัดกับหลักที่รัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ[15] ส่วนการกระจายอาวุธไปยังหัวเมือง หากดำเนินการตามข้อเรียกร้อง ก็ย่อมเปลี่ยนดุลกำลังระหว่างหน่วยทหารในพระนครกับหน่วยทหารหัวเมืองด้วย

คำอภิปรายของปรีดีในสภาภายหลังช่วยอธิบายภูมิหลังของปัญหาสมาชิกประเภทที่ 2 เขาระบุว่าการจัดให้มีสมาชิกแต่งตั้งเกี่ยวข้องกับข้อตกลงประนีประนอมระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ โดยแลกเปลี่ยนกับการยกเลิกเงื่อนไขเดิมที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกที่ผู้รักษาพระนครแต่งตั้งไว้เสียก่อน การยกเลิกเงื่อนไขนี้ทำให้ผู้สมัครไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองดังกล่าวก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง พระยามโนปกรณ์ฯ เป็นผู้ถ่ายทอดข้อหารือระหว่างพระมหากษัตริย์กับฝ่ายผู้ก่อการ โดยปรีดีระบุด้วยว่าตนไม่ทราบว่าพระยามโนปกรณ์ฯ ได้กราบบังคมทูลตกลงไว้อย่างไรทั้งหมด[16]

คำอภิปรายนี้สะท้อนว่าระบอบใหม่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางการต่อรองและข้อจำกัด การมีสมาชิกแต่งตั้งย่อมเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาตามหลักอำนาจของราษฎรเช่นกัน แต่ฝ่ายกบฏก็ยังคงสมาชิกประเภทนี้ไว้ในข้อเรียกร้อง โดยมุ่งเปลี่ยนอำนาจในการเลือกบุคคล อีกทั้งใช้กำลังทหารบังคับให้รัฐบาลยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

เมื่ออ่านคำประกาศควบคู่กับข้อเรียกร้องและการเคลื่อนทัพ ลักษณะโต้อภิวัฒน์จึงปรากฏทั้งในการใช้กำลังโค่นรัฐบาลของระบอบใหม่ และความพยายามจัดอำนาจทางการเมืองกับกำลังทหารขึ้นใหม่ โดยเพิ่มพระราชบทบาทในการเลือกสมาชิกสภาและลดการรวมกำลังอาวุธไว้ในพระนคร การวิเคราะห์เช่นนี้ทำให้เห็นทิศทางการย้อนเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจหลัง พ.ศ. 2475 จากข้อเสนอของขบวนการ โดยไม่ต้องสันนิษฐานว่าผู้เข้าร่วมทุกคนมุ่งคืนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรูปแบบเดียวกัน

สมรภูมิและราษฎรผู้ปกป้องระบอบใหม่

รัฐบาลพระยาพหลฯ มอบหมายให้หลวงพิบูลสงครามนำกำลังปราบกบฏ การรบหนักเกิดขึ้นทางตอนเหนือของพระนคร เมื่อฝ่ายรัฐบาลผลักดันฝ่ายกบฏออกจากบางเขน หลักสี่ และดอนเมืองได้ การต่อสู้จึงเคลื่อนไปตามเส้นทางรถไฟสู่สระบุรีและนครราชสีมา พระยาศรีสิทธิสงครามเสียชีวิตในการรบบริเวณหินลับ ส่วนพระองค์เจ้าบวรเดชทรงลี้ภัยไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส ฝ่ายผู้ก่อการพ่ายแพ้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476[17]

 

ทหารฝ่ายรัฐบาล ระหว่างปฏิบัติการปราบกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476

 

การสู้รบระหว่างกองกำลังภายในประเทศมีลักษณะเป็นสงครามกลางเมืองขนาดย่อม และทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นความสูญเสียของผู้คน ชัยชนะครั้งนี้เสริมบารมีและฐานอำนาจทางทหารของหลวงพิบูลสงคราม เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เขาก้าวขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลใน พ.ศ. 2481

หนังสือพิมพ์ ประชาชาติ รายงานว่าคณะนักเรียนกฎหมายและกรรมกรแสดงความพร้อมจะช่วยปกป้องชาติและรัฐธรรมนูญ ขณะที่ประชาชนในพระนครและต่างจังหวัดร่วมบริจาคเงิน อาหาร และสิ่งของ เช่น ชาวราชบุรีที่เรี่ยไรเงินและจัดอาหารเลี้ยงทหาร ตำรวจ และลูกเสือ[18] หลักฐานเหล่านี้สะท้อนว่า ราษฎรส่วนหนึ่งเห็นว่าการพิทักษ์รัฐธรรมนูญเป็นกิจที่ตนมีส่วนร่วมได้ และลงมือสนับสนุนระบอบใหม่ผ่านการช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน แม้มิได้เข้าร่วมรบในแนวหน้า

การรับมือกับกบฏยังต้องอาศัยการติดต่อสื่อสารระหว่างรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่าง ๆ ปรีดีมีส่วนในงานด้านนี้ผ่านการตรวจรับโทรเลขและลงนามรับรองการจ่ายค่าโทรเลข ตามที่ปรากฏในเอกสารราชการ โทรเลขเป็นช่องทางส่งรายงานสถานการณ์และข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและการทหาร งานของปรีดีจึงเป็นส่วนหนึ่งของการประสานข้อมูลที่รัฐบาลใช้ติดตามความเคลื่อนไหวระหว่างการปราบกบฏ[19]

ทหารและตำรวจฝ่ายรัฐบาลที่เสียชีวิตและได้รับการจารึกชื่อบนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญมีจำนวน 17 นาย[20] ตัวเลขนี้เป็นจำนวนผู้เสียชีวิตฝ่ายรัฐบาลที่อนุสาวรีย์รำลึกถึง ไม่ใช่ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดของเหตุการณ์ การทำความเข้าใจความสูญเสียจึงต้องพิจารณาหลักฐานของฝ่ายกบฏและผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่สู้รบประกอบด้วย

 

ขบวนแห่ศพวีรชน 17 ทหารและตำรวจที่เสียชีวิตในการปราบกบฏบวรเดช วันที่ 30 พฤศจิกายน 2476

 

พระมหากษัตริย์ ราชสำนัก และหลักฐานเรื่องการสนับสนุน

บทบาทของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและราชสำนักเป็นประเด็นสำคัญในการตรวจสอบความพยายามโค่นรัฐบาลและย้อนทิศทางการเมืองหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 โดยเฉพาะเอกสารเรื่องการจ่ายเงินให้พระองค์เจ้าบวรเดชและการเตรียมการก่อนเกิดกบฏ ซึ่งนำไปสู่คำถามว่า พระองค์และบุคคลในราชสำนักเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการเพียงใด

คำพิพากษาคดีกบฏ พ.ศ. 2482 ซึ่งสุพจน์ ด่านตระกูลนำมาพิมพ์บางส่วนในหนังสือ พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร ระบุว่า มีหลักฐานทางทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจ่ายเงิน 200,000 บาท ให้พระองค์เจ้าบวรเดช โดยข้อความต่อท้ายระบุว่า “ซึ่งเข้าใจว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการกบฏครั้งนั้น”[21] ข้อความนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาเรื่องการสนับสนุนฝ่ายกบฏ โดยแยกระหว่างการจ่ายเงินที่คำพิพากษาระบุ กับวัตถุประสงค์ของเงินที่ใช้ถ้อยคำเชิงสันนิษฐาน ทั้งนี้ ข้อความดังกล่าวยังไม่ได้แสดงโดยตรงว่ามีพระราชบัญชาให้ก่อการหรือทรงควบคุมการรบ

คำพิพากษาฉบับเดียวกันยังกล่าวถึงการเตรียมเสบียงและเส้นทางที่หัวหินก่อนเกิดกบฏ โดยตีความว่าเป็นการเตรียมรับสถานการณ์จากการรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า ขณะที่รายงานของพระยาราชวังสันเกี่ยวกับการเข้าเฝ้าที่ประเทศอังกฤษถ่ายทอดพระราชดำรัสว่า การเตรียมรักษาพระองค์มีขึ้นเพื่อป้องกันการถูกจับเป็นตัวประกัน ท่ามกลางความสับสนที่ไม่อาจทราบได้ว่าใครจะคิดประการใด[22] คำชี้แจงนี้อธิบายเหตุผลในการเตรียมรักษาพระองค์ แต่ไม่ได้ตอบข้อสงสัยเรื่องการจ่ายเงินให้ผู้ก่อการโดยตรง ประเด็นทั้งสองจึงต้องตรวจสอบตามหลักฐานของแต่ละเรื่อง

ในด้านพระราชท่าทีที่ประกาศต่อสาธารณะ ปรีดีนำพระราชดำรัสเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2476 มาอ้างในข้อเขียน พ.ศ. 2517 ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวถึงการใช้กำลังอาวุธในเดือนตุลาคมว่าเป็นภัยต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ พร้อมทรงกล่าวถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องปราบปราม และความร่วมมือของข้าราชการกับราษฎรในการทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ[23] พระราชดำรัสนี้ยืนยันความจำเป็นของการปราบกบฏโดยรัฐบาล และแสดงว่าคำอ้างความจงรักภักดีของผู้ก่อการไม่อาจใช้แทนพระราชท่าทีได้

ต่อมา ในพระราชดำรัสทางวิทยุวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2476 ตามปฏิทินเดิม หรือ พ.ศ. 2477 เมื่อนับปีแบบปัจจุบัน ก่อนเสด็จไปต่างประเทศ ยังทรงแสดงความไว้วางใจรัฐบาลพระยาพหลฯ กล่าวถึงการปราบกบฏจนสงบราบคาบ และทรงคาดหวังให้สภาผู้แทนราษฎรช่วยรัฐบาลนำประเทศไปสู่ความเจริญ[24] ถ้อยคำเหล่านี้แสดงพระราชท่าทีภายหลังฝ่ายกบฏพ่ายแพ้ แต่ไม่อาจใช้หักล้างหลักฐานเรื่องความเกี่ยวข้องก่อนหรือระหว่างเหตุการณ์ได้โดยลำพัง การตรวจสอบบทบาททางการเมืองของพระมหากษัตริย์และราชสำนักจึงต้องพิจารณาทั้งการกระทำที่เอกสารระบุและพระราชท่าทีที่ประกาศต่อสาธารณะ โดยไม่ใช้ส่วนหนึ่งปิดคำถามต่ออีกส่วนหนึ่ง

จากการรบสู่ข้อพิพาทเรื่องพระราชอำนาจ

หลังการปราบกบฏ ความขัดแย้งเรื่องการจัดอำนาจในระบอบใหม่ยังดำเนินต่อไปผ่านการเจรจาและเอกสารโต้ตอบระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาล ประเด็นสำคัญได้แก่ การเลือกสมาชิกสภาประเภทที่ 2 การทักท้วงร่างกฎหมาย การยุบสภา และการดำเนินคดีทางการเมือง ข้อพิพาทเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับขอบเขตพระราชอำนาจและความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อสภาผู้แทนราษฎร

พระราชบันทึกที่พิมพ์ในหนังสือ พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร วิจารณ์การเลือกสมาชิกประเภทที่ 2 ว่าเอื้อให้คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองรักษาอำนาจไว้ และทรงเชื่อมความไม่พอใจเรื่องนี้กับการระดมผู้สนับสนุนของฝ่ายบวรเดช ในพระราชบันทึกอีกตอนหนึ่ง ทรงเสนอว่า ตราบใดที่ยังมีสมาชิกประเภทที่ 2 การลงมติไม่เห็นด้วยกับคำทักท้วงของพระมหากษัตริย์ควรต้องใช้เสียงสามในสี่ หรือหากใช้วิธียุบสภา ก็ให้สภายุบโดยอัตโนมัติเมื่อทรงทักท้วงร่างพระราชบัญญัติ โดยไม่ต้องอาศัยรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการ[25]

ข้อเสนอเหล่านี้แสดงว่า ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวบุคคลหรือองค์ประกอบของสภา แต่ครอบคลุมถึง ผู้มีอำนาจตัดสินเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงมีความเห็นต่างจากรัฐบาลและสภา การเพิ่มเกณฑ์เสียงเพื่อยืนยันร่างกฎหมายย่อมทำให้คำทักท้วงของพระมหากษัตริย์มีน้ำหนักมากขึ้น ส่วนการยุบสภาโดยไม่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการย่อมเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างพระราชอำนาจกับความรับผิดชอบทางการเมืองของฝ่ายบริหาร ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าจะจัดความสัมพันธ์นี้อย่างไรให้สอดคล้องกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

พระราชบันทึกดังกล่าวช่วยให้เห็นความขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องหลังการปราบกบฏ แต่เป็นเอกสารในการเจรจาภายหลัง จึงต้องแยกจากข้อเรียกร้องของฝ่ายบวรเดชในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 การเสด็จไปต่างประเทศและการสละราชสมบัติในเวลาต่อมาจึงสัมพันธ์กับข้อพิพาทเรื่องโครงสร้างอำนาจและการเจรจาที่ไม่อาจหาข้อยุติร่วมกันได้ มากกว่าจะอธิบายด้วยผลของการรบเพียงเหตุเดียว

การรักษารัฐธรรมนูญกับขอบเขตอำนาจของรัฐบาล

ชัยชนะในการปราบกบฏทำให้กระบวนการสร้างสถาบันของระบอบใหม่ดำเนินต่อไปได้ รวมถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการไว้ก่อนเกิดกบฏ ขณะเกิดการสู้รบ สยามจึงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง การพิทักษ์รัฐธรรมนูญในครั้งนั้นมีความสำคัญต่อการเปิดให้ราษฎรเข้ามามีส่วนในสถาบันการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้น[26]

รัฐบาลจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีกบฏ และออกกฎหมายป้องกันรัฐธรรมนูญเพื่อรับมือกับการต่อต้านระบอบใหม่ ปรีดีมีส่วนร่วมในกระบวนการทั้งสองด้าน งานศึกษาที่อ้างรายงานการประชุมคณะรัฐมนตรีกล่าวถึงการเสนอความเห็นของเขาเกี่ยวกับขอบเขตการพิจารณาคดีของศาลพิเศษ ส่วนหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ทรงอธิบายในสภาว่า พระองค์ร่วมร่างกฎหมายป้องกันรัฐธรรมนูญกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรมและพระยานิติศาสตร์ไพศาลย์[27]

หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรทรงชี้แจงว่า กฎหมายป้องกันรัฐธรรมนูญมุ่งใช้มาตรการของฝ่ายบริหารเพื่อป้องกันภัย โดยผู้ร่างกำหนดให้มีคณะกรรมการที่ตั้งจากผู้พิพากษาร่วมพิจารณา เพื่อป้องกันมิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้อำนาจสั่งจำกัดเขตที่อยู่ของบุคคลโดยพลการ พระองค์ยังทรงย้ำถึงเจตนาให้กฎหมายนี้ใช้เป็นการชั่วคราว และควรยกเลิกเมื่อภัยต่อรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง[28]

คำชี้แจงนี้สะท้อนว่า การป้องกันภัยต่อระบอบกับการจำกัดอำนาจของผู้ใช้มาตรการป้องกันเป็นปัญหาที่ผู้ร่างกฎหมายตระหนักถึง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการดังกล่าวเป็นกลไกในกระบวนการของฝ่ายบริหาร มิใช่ศาลพิจารณาคดีอาญา การประเมินว่ามาตรการเหล่านี้ให้ความเป็นธรรมเพียงใดจึงต้องพิจารณาทั้งตัวบท กระบวนการ และหลักฐานการบังคับใช้ในแต่ละกรณีประกอบกัน

ข้อพิพาทเรื่องโทษประหารชีวิตก็ต้องแยกขั้นตอนให้ชัดเจน บันทึกการเจรจาระบุว่า รัชกาลที่ 7 ทรงเห็นด้วยกับการไม่ต้องทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประหารชีวิต แต่ทรงข้องพระทัยเรื่องการบังคับคดีระหว่างถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ขณะที่คำชี้แจงของรัฐบาลเสนอให้กำหนดระยะเวลารอพระราชวินิจฉัย เมื่อพ้นกำหนดแล้วจึงดำเนินการตามคำพิพากษาได้ ข้อขัดแย้งจึงอยู่ที่การทุเลาการบังคับคดีและขอบเขตพระราชอำนาจในการอภัยโทษ มิใช่การลงพระปรมาภิไธยในคำพิพากษาของศาล[29]

การปราบกบฏเป็นการปกป้องระบอบประชาธิปไตยจากการบังคับเปลี่ยนรัฐบาลด้วยกำลังอาวุธ ส่วนการดำเนินการหลังชัยชนะเป็นบททดสอบว่า รัฐบาลจะรักษาหลักการของระบอบที่ตนปกป้องได้เพียงใด การพิทักษ์รัฐธรรมนูญจึงผูกพันกับทั้งการรักษาสถาบันการเมือง การจำกัดอำนาจรัฐ และการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา การตรวจสอบกระบวนการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความหมายของชัยชนะให้เชื่อมโยงกับอำนาจและสิทธิเสรีภาพของราษฎร

ปรีดี การให้อภัย และความเป็นปฏิปักษ์ที่ไม่ยุติ

ความสัมพันธ์ระหว่างปรีดีกับอดีตฝ่ายกบฏเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หลังการอภัยโทษนักโทษการเมืองใน พ.ศ. 2487 วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 ปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ลงนามในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล โดยมีควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ กฎหมายฉบับนี้ระบุเหตุผลไว้ถึงการส่งเสริมให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยเจริญมั่นคงยิ่งขึ้น ต่อมาเมื่อปรีดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2489 อิ้น บุนนาค หรือพระยาสุรพันธเสนี อดีตผู้ต้องหากรณีกบฏบวรเดช ก็ได้เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของเขา[30]

ความพร้อมที่จะให้อภัยและเปิดทางให้อดีตฝ่ายตรงข้ามกลับมาร่วมงานสะท้อนท่าทีของปรีดีต่อผู้เคยเป็นปฏิปักษ์ แต่การให้อภัยมิได้ทำให้ความเป็นปฏิปักษ์ต่อเขาและคณะราษฎรสายปรีดีสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี ในบรรดาอดีตนักโทษการเมืองที่ได้รับอิสรภาพและพ้นมลทินทางกฎหมาย มีส่วนหนึ่งกลับเข้าร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านปรีดีและรัฐบาลพลเรือนของคณะราษฎร ความขัดแย้งเรื่องอำนาจและทิศทางของระบอบใหม่จึงยังดำเนินต่อ แม้ปรีดีจะเปิดทางให้คลี่คลายความบาดหมางแล้วก็ตาม[31]

ความพ่ายแพ้ของฝ่ายบวรเดชใน พ.ศ. 2476 จึงไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของกระแสโต้อภิวัฒน์ ต่อมา รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 โค่นรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 และทำลายฐานอำนาจของฝ่ายปรีดี คณะรัฐประหารส่งกำลังไปยังทำเนียบท่าช้างเพื่อจับกุมปรีดี จนเขาต้องหลบหนีและลี้ภัย เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ฝ่ายปฏิปักษ์สามารถขับปรีดีและผู้ร่วมงานออกจากศูนย์กลางอำนาจรัฐได้สำเร็จ[32]

ในข้อเขียนถึงประเสริฐ ปัทมสุคนธ์ ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2517 ปรีดีคัดค้านผู้ที่ยกฝ่ายกบฏบวรเดชขึ้นเทียบกับวีรชน 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 โดยนำหลักฐานรัฐสภามาประกอบคำอธิบาย ขณะเดียวกัน เขาระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้อเขียนก่อนหน้านั้นบางส่วนอาศัยความจำและหนังสือที่มีอยู่ไม่ครบถ้วน เมื่อได้รับหลักฐานเพิ่มเติมจึงพบข้อความสำคัญที่ขาดไปและประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งตนจะต้องแก้ไขเพิ่มเติม[33]

ท่าทีเช่นนี้สะท้อนว่า ความรับผิดชอบต่อสัจจะรวมถึงความพร้อมที่จะทบทวนข้อเขียนของตนเอง งานของผู้ร่วมเหตุการณ์มีคุณค่าในการอธิบายประสบการณ์และความคิด แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ยังต้องตรวจเทียบหลักฐาน และแยกให้ชัดระหว่างข้อเท็จจริง คำบอกเล่า และการตีความ ความซื่อตรงต่อหลักฐานจึงเป็นหลักในการอ่านงานของปรีดี และในการสืบทอดความมุ่งหมายของเขาที่จะให้ราษฎรเข้าถึงความจริงทางประวัติศาสตร์

ความทรงจำของผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

รัฐบาลจัดพิธีศพให้ทหารและตำรวจฝ่ายรัฐบาล 17 นายที่ท้องสนามหลวงในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 ตามปฏิทินเดิม หรือ พ.ศ. 2477 เมื่อนับปีแบบปัจจุบัน เมรุสามัญชนในพื้นที่พิธีกรรมสำคัญของรัฐสะท้อนถึงเกียรติที่มอบแก่ผู้เสียชีวิตเพื่อปกป้องระบอบใหม่ ต่อมารัฐบาลจัดพิธีบรรจุอัฐิและเปิด “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” ณ หลักสี่ บางเขน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 เพื่อรำลึกถึงทหารและตำรวจทั้ง 17 นาย อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นที่รู้จักในภายหลังว่า “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ”

 

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรืออนุสาวรีย์ปราบกบฏ บริเวณหลักสี่ บางเขน สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิและรำลึกถึงทหาร–ตำรวจฝ่ายรัฐบาล 17 นายที่เสียชีวิตในการปราบกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 โดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479

 

พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาเสด็จประกอบพิธีเปิดอนุสาวรีย์ปราบกบฏ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ในฐานะประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

 

หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวกราบทูลคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ปราบกบฏ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479

 

อนุสาวรีย์เชื่อมความสูญเสียของบุคคลเข้ากับหลักการปกครองประเทศ และทำให้ประชาชนรุ่นหลังมองเห็นว่ารัฐธรรมนูญเคยมีผู้ร่วมต่อสู้และเสียชีวิตเพื่อรักษาไว้ การเคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์ออกจากพื้นที่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 จึงกระทบต่อการเข้าถึงหลักฐานและพื้นที่รำลึกของสาธารณะ รวมถึงการสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 และการปกป้องระบอบประชาธิปไตยในระยะแรก[34]

กบฏบวรเดชแสดงให้เห็นว่า การสถาปนารัฐธรรมนูญมิได้ยุติการต่อสู้เรื่องเจ้าของอำนาจอธิปไตย การใช้กำลังบังคับเปลี่ยนรัฐบาลและข้อเรียกร้องให้จัดความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ เป็นฐานสำคัญในการทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้ในฐานะการโต้อภิวัฒน์ แม้ฝ่ายกบฏจะประกาศยอมรับรัฐธรรมนูญ แต่จุดหมายของขบวนการต้องพิจารณาจากข้อเรียกร้องและพฤติการณ์ของฝ่ายกบฏด้วยว่า ส่งเสริมหรือลดทอนอำนาจของราษฎรที่จะกำหนดอนาคตของประเทศอย่างไร

ชัยชนะเหนือฝ่ายบวรเดชช่วยรักษาระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งก่อตัวขึ้น แต่ความพยายามโต้อภิวัฒน์ยังดำเนินต่อ จนฝ่ายปรีดีถูกโค่นจากอำนาจในรัฐประหาร พ.ศ. 2490 การรำลึกเหตุการณ์กบฏบวรเดชจึงชวนให้มองทั้งชัยชนะใน พ.ศ. 2476 และความขัดแย้งเรื่องอำนาจอธิปไตยที่มิได้สิ้นสุดลงพร้อมเสียงปืน ประวัติศาสตร์ช่วงนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญและอำนาจของราษฎรอาจถูกทำลายได้ แม้เคยต่อสู้ปกป้องไว้สำเร็จแล้ว บทเรียนจึงผูกพันกับความรับผิดชอบที่จะรักษาสัจจะทางประวัติศาสตร์ ต้านทานอำนาจนอกวิถีประชาธิปไตย และทำให้สิทธิเสรีภาพ สันติภาพ และความไพบูลย์ของประชาชนมีหลักประกันที่มั่นคง เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความหมายอยู่ในชีวิตของผู้คนที่ระบอบการเมืองพึงรับใช้

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

หมายเหตุ: วันที่ในเดือนมกราคม–มีนาคมก่อนการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม อาจมีเลขปีต่างจากการนับแบบปัจจุบันหนึ่งปี บทความจึงระบุปฏิทินเดิมและปีเทียบในจุดที่อาจทำให้สับสน เลขหน้าหนังสือด้านล่างแยกจากเลขหน้า PDF เพื่อให้ตรวจสอบได้ตรงกัน


 


เชิงอรรถ:

[1] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, “กบฏบวรเดช ตุลาคม 2476,” เว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์, 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564.

[3] ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย,” ใน แนวความคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์ (มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และโครงการ 60 ปีประชาธิปไตย, พ.ศ. 2535), หน้า 15–16.

[4] เรื่องเดียวกัน.

[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า 7.

[6] ปรีดี พนมยงค์, “เค้าโครงการเศรษฐกิจ,” หมวดที่ 1, พิมพ์ใน สุพจน์ ด่านตระกูล, พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร, พิมพ์ครั้งที่ 2 (สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม [ประเทศไทย], พ.ศ. 2544), หน้า 313–314; ข้อความอ้างอยู่หน้า 314.

[7] เรื่องเดียวกัน, หมวดที่ 3 “การประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร,” หน้า 317.

[8] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, หน้า 19–20.

[9] เรื่องเดียวกัน, หน้า 20–21.

[10] หนังสือพระยาศรีสิทธิสงครามถึงพระยาพหลพลพยุหเสนา ลงวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 อ้างใน รวินทร์ คำโพธิ์ทอง, “กบฏบวรเดช: การเมืองของประวัติศาสตร์และการต่อสู้ทางความคิด ตอนที่ 1,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565.

[11] ปรีดี พนมยงค์, จดหมายถึงประเสริฐ ปัทมสุคนธ์ ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2517, เผยแพร่ใน “‘เที่ยงธรรม ไม่บิดเบือน ยืนยันสัจจะประวัติศาสตร์’ ทัศนะต่อหนังสือรัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี ของประเสริฐ ปัทมสุคนธ์,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 23 กันยายน พ.ศ. 2567.

[12] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 24/2476 (สามัญ) สมัยที่ 2 วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2476 พิมพ์ซ้ำใน ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย, ผนวก 6, หน้า 321–330 โดยเฉพาะข้ออภิปรายเรื่องขอบเขตการสอบสวน หน้า 321–323 และมติรับรองรายงาน หน้า 328.

[13] “หลักความมุ่งหมาย 6 ประการ” ลงวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2476 พิมพ์เผยแพร่ใน รวินทร์ คำโพธิ์ทอง, “กบฏบวรเดช: การเมืองของประวัติศาสตร์และการต่อสู้ทางความคิด ตอนที่ 1,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565. ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับข้าราชการประจำมีข้อยกเว้นสำหรับตำแหน่งที่มีหน้าที่ทางการเมืองโดยตรง และยังรับรองการยึดถือแนวคิดทางการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ห้ามใช้อำนาจหน้าที่สนับสนุนหรือบังคับผู้อื่นให้ถือตาม.

[14] ปรีดี พนมยงค์, “คำนิยมและความเห็นเนื่องจากหนังสือ ‘รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี’ รวบรวมโดยนายประเสริฐ ปัทมสุคนธ์ อดีตเลขาธิการรัฐสภา,” ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2517, สำเนาต้นฉบับ หน้า 3–4.

[15] เรื่องเดียวกัน.

[16] คำอภิปรายของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 พิมพ์ใน สุพจน์ ด่านตระกูล, พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร, พิมพ์ครั้งที่ 2 (สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม [ประเทศไทย], พ.ศ. 2544), หน้า 128–129.

[17] รวินทร์ คำโพธิ์ทอง, “(ปราบ) กบฏบวรเดช: ชัยชนะของระบอบใหม่และความร่วมใจของราษฎร ตอนที่ 2,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565. บทความศึกษารายงานร่วมสมัยจากหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ และเอกสารราชการ..

[18] เรื่องเดียวกัน.

[19] รวินทร์ คำโพธิ์ทอง, “กบฏบวรเดช: การเมืองของประวัติศาสตร์และการต่อสู้ทางความคิด ตอนที่ 1,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, หัวข้อการตรวจรับโทรเลขของปรีดี โดยอ้างเอกสารหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ชุดการตรวจสอบโทรเลขและโทรศัพท์ระหว่างการมีกบฏ.

[20] “PRIDI Interview: ศรัญญู เทพสงเคราะห์ จากกบฏบวรเดชสู่การถูกทำให้สูญหายของ ‘อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ’,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, พ.ศ. 2566; ดูบัญชีรายชื่อผู้เสียชีวิตในบทความของรวินทร์ ตามเชิงอรรถที่ 17 ประกอบ.

[21] ข้อความคำพิพากษาคดีกบฏ พ.ศ. 2482 พิมพ์ใน สุพจน์ ด่านตระกูล, พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร, พิมพ์ครั้งที่ 2 (สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม [ประเทศไทย], พ.ศ. 2544), หน้า 14.

[22] เรื่องเดียวกัน, หน้า 13–14 และ 17.

[23] ปรีดี พนมยงค์, “คำนิยมและความเห็นเนื่องจากหนังสือ ‘รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี’ รวบรวมโดยนายประเสริฐ ปัทมสุคนธ์ อดีตเลขาธิการรัฐสภา,” ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2517, สำเนาต้นฉบับ หน้า 4 ซึ่งอ้างพระราชดำรัสเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2476.

[24] สุพจน์ ด่านตระกูล, พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร, หน้า 17–18.

[25] สุพจน์ ด่านตระกูล, พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร, พิมพ์ครั้งที่ 2 (สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม (ประเทศไทย), 2544), หน้า 35–36 และ 82. อ้างพระราชบันทึกที่นำมาพิมพ์ในหนังสือดังกล่าว

[26] ปรีดี พนมยงค์, “คำนิยมและความเห็นเนื่องจากหนังสือ ‘รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี’ รวบรวมโดยนายประเสริฐ ปัทมสุคนธ์ อดีตเลขาธิการรัฐสภา,” ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2517, ตอนกล่าวถึงการเตรียมการเลือกตั้งก่อนเกิดกบฏบวรเดช

[27] รวินทร์ คำโพธิ์ทอง, “บันทึกประวัติศาสตร์กบฏบวรเดช” ตอนที่กล่าวถึงการจัดตั้งศาลพิเศษ, เว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์, ตุลาคม พ.ศ. 2565; สุพจน์ ด่านตระกูล, พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร, หน้า 170.

[28] สุพจน์ ด่านตระกูล, พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร, หน้า 169–172, คำอภิปรายของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เรื่องกฎหมายป้องกันรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ การใช้เป็นการชั่วคราวเป็นเจตนาที่ทรงอธิบาย มิใช่ข้อความว่ากฎหมายสิ้นผลโดยอัตโนมัติ

[29] เรื่องเดียวกัน, หน้า 30 และ 91–92, บันทึกการเจรจาและคำชี้แจงของรัฐบาลเกี่ยวกับการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษและระยะเวลารอก่อนบังคับคดี

[30] ปรีดี พนมยงค์, “คำนิยมและความเห็นเนื่องจากหนังสือ ‘รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี’ รวบรวมโดยนายประเสริฐ ปัทมสุคนธ์ อดีตเลขาธิการรัฐสภา,” ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2517; “พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล พุทธศักราช 2488,” ตราไว้ ณ วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 โดยเฉพาะคำปรารภและมาตรา 3.

[31]  “PRIDI Interview: ศรัญญู เทพสงเคราะห์ จากกบฏบวรเดชสู่การถูกทำให้สูญหายของ ‘อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ’,” เว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์, พ.ศ. 2566, ตอนกล่าวถึงบทบาทของอดีตนักโทษการเมืองภายหลังได้รับอภัยโทษและนิรโทษกรรม.

[32] วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, “ปรีดีหนี!: รัฐประหาร 2490,” เว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์, 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563.

[33] ปรีดี พนมยงค์, “คำนิยมและความเห็นเนื่องจากหนังสือ ‘รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี’,” ข้อ 2 และข้อ 2 ก. ฉบับสำเนาที่ผู้เขียนบทความใช้ตรวจสอบ หน้า 1.

[34] จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา, “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ โบราณสถานที่สูญหาย.” รายงานระบุการเคลื่อนย้ายเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561 และอ้างข้อมูลจากกรมศิลปากรว่าการเคลื่อนย้ายครั้งนั้นไม่มีผู้ขออนุญาตตามกฎหมาย.