ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ข่าวสาร

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และสถาบันปรีดี พนมยงค์ เข้าร่วมงานรำลึกครบรอบ 53 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงความอาลัยต่อวีรชนผู้เสียสละชีวิต และแสดงความเคารพต่อผู้บาดเจ็บ ผู้รอดชีวิต ตลอดจนครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
ในวาระรำลึก 53 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 สถาบันปรีดี พนมยงค์ โดย อังคณา นีละไพจิตร เป็นผู้แทนกล่าวรำลึก ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เพื่อคารวะวีรชนและร่วมสานต่อเจตนารมณ์ของผู้เสียสละเพื่อสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย คำกล่าวนำแนวคิด “ชัยชนะก้าวแรก” และ “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ของปรีดี พนมยงค์ มาทบทวนความหมายของการรำลึกที่เชื่อมโยงกับชีวิตของราษฎร ทั้งสิทธิในการกำหนดอนาคต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเคารพศักดิ์ศรีของผู้เห็นต่าง พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปหกด้าน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กองทัพ กระบวนการยุติธรรม การกระจายอำนาจ หลักประกันชีวิต ไปจนถึงการพิทักษ์ความจริงทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ความเสียสละในอดีตเป็นรากฐานของความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 มูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ เข้าร่วมงาน “ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519” ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

บทความ

25
ต.ค.
2569
“อินทรีทอง” (2513) เป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของมิตร ชัยบัญชา ที่เขากำกับและแสดงนำเอง ก่อนเสียชีวิตระหว่างถ่ายทำ ตัวร้ายใหญ่ของเรื่องคือ “บาคิน” หรือ “ปรีดา พนายันต์” หัวหน้าคณะไผ่แดงฝ่ายคอมมิวนิสต์ผู้ลี้ภัยไปจีน ซึ่งจงใจสื่อถึงปรีดี พนมยงค์ บทความนี้สืบที่มาของภาพแทนดังกล่าว ตั้งแต่การใส่ร้ายป้ายสีปรีดีหลังรัฐประหาร 2490 การโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ และรัฐไทยในยุคสงครามเย็น ไปจนถึงการแปลง “อินทรีแดง” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากโจรกบฏในหนังฮอลลีวูด ให้กลายเป็นฮีโร่ผู้พิทักษ์รัฐ บทความชี้ว่าหนังบู๊รักชาติเช่นนี้ผลิตซ้ำอคติ ทำให้ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่างดูชอบธรรม และเป็นกลไกหนึ่งที่เตรียมความรู้สึกของสังคมก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
24
ต.ค.
2569
บทความนี้ทบทวนเหตุการณ์ประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 ซึ่งนำโดยพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ และพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โดยมองว่ารัฐประหารครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายความขัดแย้งทั้งในและนอกประเทศ บทความจึงย้อนดูภูมิหลังของผู้นำทั้งสองก่อนถึงวันยึดอำนาจ สงัดเป็นนายทหารเรือที่ผ่านภาวะคับขันมาตลอด ตั้งแต่การถูกคุมขังในสิงคโปร์ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา กบฏแมนฮัตตัน จนถึงวีรกรรมดอนแตง จึงเป็นผู้นำที่ตัดสินใจเฉียบขาดด้วยวิธีทางทหาร ส่วนเกรียงศักดิ์ผ่านทั้งสนามรบในอินโดจีน รัฐฉาน และสงครามเกาหลี ก่อนเติบโตในงานเสนาธิการ การประสานกับชาติพันธมิตร และงานมวลชนผ่าน กรป.กลาง ประสบการณ์ที่รอบด้านนี้กลายเป็นฐานคิดของนโยบายเมื่อเขาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งการนิรโทษกรรมผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา และการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศค่ายคอมมิวนิสต์
เมื่อการเป็นบุตรของปรีดี พนมยงค์ ทำให้ปาลถูกเพ่งเล็งทั้งในการทำงานและการรับราชการทหาร หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร ทรงรับเขาไว้ในสังกัดทหารม้า และเมื่อผู้มีอำนาจตั้งคำถาม ท่านทรงยืนยันตามที่พูนศุขบันทึกไว้ว่า ปาลมาเป็นทหารตามกฎหมาย และทรงรับไว้เพราะชอบพอคุ้นเคยกับมารดามาช้านาน ความไว้วางใจนี้มีเรื่องราวอยู่ก่อนแล้ว ทั้งมิตรภาพระหว่างหม่อมหลวงต่อ ชุมสาย กับพูนศุขตั้งแต่สมัยเรียน และลายพระหัตถ์จากลอนดอนถึงปรีดี ผู้ที่ทรงเรียกว่า “ท่านรัฐบุรุษอาวุโส” พร้อมเสนอความช่วยเหลือด้วยถ้อยคำว่า “ขอเรียนว่ายินดีให้ใช้เสมอ” ไมตรีระหว่างสองครอบครัวยังคงอยู่ แม้ปรีดีต้องลี้ภัยและครอบครัวเผชิญแรงกดดันทางการเมือง บทความ “หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร: ความผูกพันและน้ำใจต่อครอบครัวปรีดี–พูนศุข” ชวนรู้จักชีวิตของนายทหารและนักการทูตผู้ร่วมภารกิจเจรจาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนความนับถือระหว่างสองครอบครัว ผ่านจดหมายและบันทึกที่ช่วยให้เห็นว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ผู้คนยังเลือกให้ความเป็นธรรมและช่วยเหลือกันได้
คำว่า "ราษฎรทุกคน" ในประกาศคณะราษฎร และแนวคิดให้รัฐประกันความเป็นอยู่ของราษฎรตั้งแต่เกิดจนตายในเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ สะท้อนหลักสวัสดิการถ้วนหน้า แต่ระบบไทยวันนี้กลับแบ่งคนตามอาชีพและฐานะ สวัสดิการข้าราชการ บัตรทอง และประกันสังคมจึงได้งบต่อหัวต่างกันหลายเท่า ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี เสนอว่าสวัสดิการจะยั่งยืนได้เมื่อทุกชนชั้นมีส่วนได้และส่วนจ่าย ชนชั้นกลางต้องรู้สึกว่าระบบเป็นของตน และชนชั้นสูงต้องร่วมจ่ายผ่านเพดานเงินสมทบที่สูงขึ้นและภาษีจากความมั่งคั่ง ภายใต้โครงสร้าง 3 ชั้น ได้แก่ ฐานถ้วนหน้าจากภาษี เงินสมทบตามรายได้ และสวัสดิการเสริมแบบสมัครใจ
เอกราชของประเทศสัมพันธ์กับอาหาร ยา และความรู้ของราษฎรอย่างไร? ชีวิตและผลงานของ ดร.ตั้ว ลพานุกรม นักวิทยาศาสตร์และผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงนี้ ผ่านความมุ่งหมายที่จะนำวิทยาศาสตร์มาพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน จากห้องทดลองและสถานศึกษา สู่โรงงานผลิตยาและงานส่งเสริมโภชนาการ ตั้วผลักดันให้ประเทศมีกำลังคนและความรู้สำหรับพึ่งตนเอง งานเหล่านี้สอดคล้องกับอุดมการณ์ที่เขามีร่วมกับ ปรีดี พนมยงค์ ทั้งเอกราช ความสุขสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ และโอกาสทางการศึกษาของราษฎร ในวาระ 128 ปีชาตกาล วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569 สถาบันปรีดี พนมยงค์ ชวนสำรวจชีวิต ความคิด และคุณูปการของตั้ว ผ่านบทความ “ตั้ว ลพานุกรม: วิทยาศาสตร์เพื่อเอกราชและความไพบูลย์ของราษฎร”
“ศิษย์ที่รักคนหนึ่งของข้าพเจ้า” คือถ้อยคำที่ปรีดี พนมยงค์ ใช้ระลึกถึง ร.ท. อู๊ต นิตยสุทธิ ผู้เดินทางมาแจ้งข่าวสำคัญในเหตุการณ์กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 ความไว้วางใจที่ก่อตัวขึ้นในวันนั้นสืบเนื่องเป็นความผูกพันที่ธรรมศาสตร์ และการร่วมงานในรัฐสภาและขบวนการเสรีไทย ในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา อู๊ตนำเรื่องโรคภัย ถนน การศึกษาผู้ใหญ่ และความแห้งแล้งเข้าสู่สภาอย่างต่อเนื่อง ประวัติการทำงานของเขาช่วยให้เห็นความหมายของการรับใช้ราษฎรผ่านปัญหาที่ประชาชนเผชิญในชีวิตประจำวัน ขณะที่คำรำลึกของปรีดีเผยความอาลัยต่อศิษย์และผู้ร่วมงานที่จากไปก่อนจะได้พบกันอีก ในวาระ 124 ปี ชาตกาล 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569 สถาบันปรีดี พนมยงค์ ชวนอ่านเรื่องราวชีวิต งาน และความผูกพันของทั้งสอง
ในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา 2519 ละคร ซึ่งเคยถูกใช้เป็นข้ออ้างจุดชนวนความรุนแรงเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ได้กลับมาเป็นเครื่องมือบอกเล่าประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไปจากตำราเรียน บทความนี้รวบรวมและวิจารณ์ละครเวทีหลายเรื่อง ทั้ง “AFTER 6 มรดก 6 ตุลา” ที่ตั้งคำถามต่อคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งยังมีผลบังคับใช้ “The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4” ที่จำลองการพิจารณาคดี 18 จำเลยในศาลทหาร และ “ที่...ไม่มีที่” ที่สำรวจความทรงจำและบาดแผลของผู้คน ควบคู่กับคำบอกเล่าของธงชัย วินิจจะกูล และวงเสวนาที่ชี้ให้เห็นว่ามรดกทางกฎหมาย โครงสร้างอำนาจ และวัฒนธรรมทางการเมืองจากรัฐประหารครั้งนั้นยังส่งผลต่อสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน
บทความนี้ย้อนดูข้อถกเถียงเรื่องการจัดตั้ง "ธนาคารชาติ" ของสยามช่วง พ.ศ. 2475–2483 ก่อนจะเกิดสำนักงานธนาคารชาติไทย ซึ่งพัฒนาเป็นธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2485 โดยแบ่งแนวคิดเป็น 3 กลุ่ม คือ เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ ที่ให้ธนาคารชาติเป็นกลไกระดมทุนให้รัฐ พระยาสุริยานุวัตรที่ต้องการใช้ธนาคารชาติขยายเครดิตแก่ภาคการผลิตและประชาชน และที่ปรึกษาการคลังชาวต่างประเทศที่เห็นว่าธนาคารกลางต้องมุ่งรักษาเสถียรภาพ และสยามยังไม่พร้อมจะจัดตั้ง บทความชี้ว่าความขัดแย้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความพร้อม แต่สะท้อนคำถามว่ารัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการจัดสรรทุน และใครควรมีอำนาจกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ
หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2501 ปิดเวทีการเมือง จารุบุตร เรืองสุวรรณ อดีตเสรีไทยและผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น หันมาศึกษาคัมภีร์ใบลานและวรรณคดีอีสาน แล้วนำไปบรรยายทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดขอนแก่น ระหว่าง พ.ศ. 2517–2519 ก่อนรวมเป็นหนังสือ “ของดีอีสาน” งานประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีสานที่เขียนโดย “คนใน” เล่มนี้เชื่อมประวัติศาสตร์ขอนแก่นและภูเวียงเข้ากับล้านช้าง อ่านฮีตสิบสองคองสิบสี่ในฐานะกฎหมายโบราณ และชี้ให้เห็นมิติการค้าในวรรณคดีอีสาน เพื่อโต้แย้งมายาคติที่สังคมไทยมีต่อคนอีสาน บทความเสนอให้อ่านงานชิ้นนี้ในบริบทหลัง 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งทำให้เห็นว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลไกลกว่ากรุงเทพฯ และไกลกว่ากลุ่มที่เรียกกันว่า “คนเดือนตุลา”
การสานต่อเจตนารมณ์ 14 ตุลาคม ยังเป็นภารกิจของสังคมไทย เมื่อการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญไม่อาจป้องกันการยึดอำนาจได้อย่างมั่นคง ขณะที่อำนาจที่สืบเนื่องจากรัฐประหารดำรงอยู่ผ่านกติกาและกลไกของรัฐ บทเรียนเรื่อง “ชัยชนะก้าวแรก” จึงนำมาสู่การพิจารณาว่า จะสร้างหลักประกันให้อำนาจเป็นของประชาชนได้อย่างไร บทความตอนที่สองนำแนวคิด “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ของปรีดี พนมยงค์ มาพิจารณาการเมืองร่วมสมัย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปหกด้าน ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กองทัพ กระบวนการยุติธรรม การกระจายอำนาจ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และการพิทักษ์ความจริงทางประวัติศาสตร์กับวัฒนธรรมที่เคารพชีวิต โดยเชื่อมสิทธิทางการเมืองเข้ากับความเป็นธรรมและหลักประกันในการดำรงชีวิต ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งให้การรำลึกวีรชนเกิดผลเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งการกำกับตรวจสอบผู้ใช้อำนาจ โอกาสสร้างชีวิตที่ดี และเสรีภาพในการร่วมกำหนดอนาคต เพื่อให้ประชาธิปไตยหยั่งรากอยู่ในสถาบันและชีวิตประจำวันของราษฎร
ในวาระครบรอบ 53 ปี 14 ตุลาคม 2516 สันติสุข โสภณสิริ ผู้เคยร่วมขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญบนถนนราชดำเนิน ทบทวนเส้นทางประชาธิปไตยไทยที่ถูกรัฐประหารฉุดรั้งมาตั้งแต่ปี 2490 และตั้งคำถามว่าเจตนารมณ์ของวีรชนได้รับการสานต่อหรือไม่ ผู้เขียนอ้างงานเขียนของปรีดี พนมยงค์ ที่ชี้ว่าการพิทักษ์เจตนารมณ์ของวีรชนต้องอาศัย "รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมบูรณ์" ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และทรรศนะ และเตือนให้ระวังอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยที่อาจผูกขาดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกของราษฎร ผู้เขียนเห็นว่าครึ่งศตวรรษต่อมา อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยยังกระจุกอยู่ในมือคนกลุ่มน้อยตามที่ปรีดีเตือนไว้ โดยยกข้อกล่าวหาฮั้วการเลือก สว. เป็นตัวอย่าง แต่ยังฝากความหวังไว้กับนักสู้ประชาธิปไตยรุ่นใหม่ ดังบทกวี "พลังประชาชน" ของกุหลาบ สายประดิษ

หนังสือขายดี

ผู้เขียน : ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
พิมพ์ครั้งที่่ 1 : มิถุนายน 2564

สันติสุข โสภณสิริ บรรณาธิการ
240 หน้า
ราคา 195 บาท

เนื่องในวาระ 81 ปี พระเจ้าช้างเผือก
ชุด พระเจ้าช้างเผือก 200 บาท
+ DVD พระเจ้าช้างเผือก

หนังสือแนะนำ

หนังสือหายาก

ความเป็นอนิจจังของสังคม
เหลือ 12 เล่ม

แนวความคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์
เหลือ 5 เล่ม

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดย ปรีดี พนมยงค์
เหลือ 10 เล่ม