ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

“ผู้เกินกว่าราชา” และ “สวะสังคม”

8
กันยายน
2563
“ผู้เกินกว่าราชา” และ “สวะสังคม”

กษิดิศ อนันทนาธร

 

ในห้วงบรรยากาศแห่งความร้อนแรงทางการเมืองของการ ‘รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ กับการ ‘ชังชาติ’  เราได้เห็นมวลอาณาราษฎรแสดงความจงรักภักดีอย่างแตกต่างกันออกไป บ้างจงรักอย่างห้อยโหน บ้างจงรักอย่างสุจริตใจ บ้างจงรักทักท้วงด้วยความปรารถนาดีที่จะให้สถาบันพระมหากษัตริย์สถิตสถาพร ยืนยงคงอยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยแห่งสยามรัฐสีมาตราบเท่ากัลปาวสาน

ในห้วงบรรยากาศเช่นนี้เอง ที่มีการโจมตีกล่าวหาผู้ที่คิดต่างจากตนในรูปแบบถ้อยคำแตกต่างกัน ทำให้ผู้เขียนอนุสรณ์คำนึงถึงรัฐบุรุษอาวุโส ผู้เคยใช้ถ้อยคำเตือนสติฝ่ายตรงข้ามได้อย่างน่าสนใจ มีความหมาย และน่าจะให้ข้อคิดทางการเมืองได้มากพอสมควร

“ผู้เกินกว่าราชา” และ “สวะสังคม” เป็นคำที่นายปรีดี พนมยงค์ เคยใช้มาก่อน

 

นายปรีดี พนมยงค์ ที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส มกราคม 2515
นายปรีดี พนมยงค์ ที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส มกราคม 2515

 

บุคคลผู้ทำการโต้อภิวัฒน์ 2475

นายปรีดีเคยอธิบายถึงการกระทบกระทั่งกันของ ‘พลังเก่า’ และ ‘พลังใหม่’ ของสังคมไว้ดังนี้ “ท่านที่ศึกษามาก่อนแล้วถึงกฎธรรมชาติว่าด้วยความขัดแย้งที่มีอยู่ภายในสสาร ซึ่งมีด้านบวกและด้านลบ คือ สิ่งใหม่กับสิ่งเก่าโต้กันอยู่ และเมื่อนำกฎธรรมชาตินั้นมาประยุกต์แก่สังคมมนุษย์ก็ย่อมทราบได้ว่า ภายในสังคมของมนุษย์มีพลังใหม่ซึ่งเป็นด้านบวก และมีพลังเก่าซึ่งเป็นด้านลบที่ปะทะกันอยู่”

และนำหลักดังกล่าวมาปรับบทกับการโต้การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรว่า “คณะราษฎรที่ทำการอภิวัฒน์ 24 มิถุนาฯ เปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญย่อมมีด้านลบหรือมีฝ่ายปฏิกิริยา (Reactionaries) ชนิดต่าง ๆ ที่ทำการโต้”

นายปรีดีสรุปว่า บุคคลที่ทำการโต้ มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ

  1. ผู้ที่เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่ปลงตกตามกฎแห่งอนิจจัง
  2. ผู้ที่สวมจิตวิญญาณของทรรศนะของพลังเก่า และผู้เกินกว่าราชา
  3. สวะสังคม

“ผู้เกินกว่าราชา”

นอกจากผู้ที่เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่ปลงตกตามกฎแห่งอนิจจังแล้ว นายปรีดีอธิบายถึงฝ่ายปฏิกิริยากลุ่มที่ 2 ว่า บุคคลจำพวกนี้มิได้เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโดยตรง “แต่เอาร่างกายของตนสวมจิตวิญญาณตามทรรศนะของพลังเก่า … แม้บุคคลชนิดนี้เกิดและมีชีวิตร่างกายอยู่ในกาลสมัยใหม่ ก็มิได้มีลักษณะเป็นชนรุ่นใหม่ คือ เขาเป็นชนรุ่นใหม่แต่ทางร่างกาย ส่วนวิญญาณและทรรศนะที่เป็นหลักนำให้เขาดำเนินชีวิตนั้นเป็นทรรศนะของพลังเก่า … อาการแสดงออกแห่งการโต้อภิวัฒน์ของบุคคลจำพวกนี้มีหลายอย่าง รวมถึงการแสดงตนว่าเป็นผู้นิยมราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์ราชาธิบดี (ULTRA-ROYALIST)”

ในเวลาต่อมานายปรีดีแปลคำว่า ULTRA-ROYALIST ให้กระชับขึ้นเป็น “ผู้เกินกว่าราชา” กล่าวคือ “ปากว่าเทอดทูลพระราชาธิบดี แต่ทำแสดงว่า นิยมราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์ราชาธิบดี”

นอกจากนี้ เขายังยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสว่า ระหว่าง ค.ศ. 1789-1875 ได้มี “ผู้เกินกว่าราชา” ทำการสงวนอำนาจศักดินาไว้มากกว่าที่องค์พระราชาธิบดีปรารถนา จนเป็นเหตุให้สถาบันพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์บูร์บองต้องล้มไปใน ค.ศ. 1791 แม้พระราชวงศ์นั้นจะกลับมาครองราชบัลลังก์ได้อีกหลายครั้ง แต่สุดท้ายใน ค.ศ. 1875 ก็ปลาสนาการไปตราบจนปัจจุบันนี้

และขยายความต่อไปว่า “เมื่อ ค.ศ. 1870 นโปเลียนที่ 3 แห่งราชวงศ์โบนาปาร์ตได้สละราชสมบัติเนื่องจากแพ้เยอรมัน ฝ่ายเจ้าสมบัติ เมื่อได้ปราบปรามขบวนการสหการปารีสสําเร็จแล้ว ก็ได้จัดให้มีระบบรัฐสภาเพื่อลงมติว่า ฝรั่งเศสจะปกครองโดยระบบสาธารณรัฐหรือระบบราชาธิปไตย โดยอัญเชิญรัชทายาทแห่งราชวงศ์บูร์บองขึ้นครองราชย์

“เสียงราษฎรส่วนมากที่พ้นจากการปราบปรามขณะนั้นปรารถนาตามวิธีหลังนี้ แต่ฝ่ายพวกที่ทําตนเป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชาธิบดีนั้น ได้อ้างพระราชหฤทัยรัชทายาทที่จะได้รับอัญเชิญขึ้นครองราชย์ และเรียกร้องเกินเลยไป  แม้เรื่องธงชาติ ก็จะให้เปลี่ยนจากธงสามสี มาใช้ธงขาวประกอบด้วยรูปดอกไม้สามแฉก (คล้ายดอกบัวดิน) ที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า ‘FLEURS DE LIS’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะราชวงศ์บูร์บอง…

“ก่อนที่รัฐสภาฝรั่งเศสจะลงมติดังกล่าวแล้ว สมเด็จเจ้าแห่งมาจองตา (DUC DE MAGENTA) ได้มีรับสั่งเตือนผู้ที่ทําตนเป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชาธิบดี และอ้างว่ารู้พระราชหฤทัยต่าง ๆ นั้น ว่า ถ้าพวกนั้นต้องการจะเอาธงขาวมีรูปดอกไม้ชนิดนั้นมาใช้แทนธงสามสีแล้ว ทหารปืนยาวก็จะเดินแถวไปตามลําพังโดยปราศจากธงประจํากอง แต่พวกนั้นก็หัวรั้นไม่ยอมฟังคําเตือนของสมเด็จเจ้า จึงเป็นเหตุให้เสียงในรัฐสภาที่เดิมส่วนมากปรารถนาสถาปนาราชวงศ์บูร์บองขึ้นมาอีกนั้นต้องลดน้อยลงไป แม้กระนั้นเมื่อถึงเวลาลงมติ ฝ่ายที่นิยมสาธารณรัฐชนะเพียง 1 เสียงเท่านั้น”

นายปรีดีสรุปเป็นข้อคิดให้แก่ “ผู้เกินกว่าราชา” ว่า “ถ้าหากผู้ทําตนเป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชาธิบดีไม่อวดอ้างเอาเด่นของตนแล้ว ราชวงศ์บูร์บองก็จะได้กลับขึ้นครองราชย์อีก ดังนั้น พวกที่เป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชาธิบดีจึงมิเพียงแต่เป็นพวกที่ทําให้ราชบัลลังก์ฝรั่งเศสต้องสะเทือนเท่านั้น หากยังทําให้ราชบัลลังก์แห่งราชวงศ์บูร์บองสลายไปตั้งแต่ครั้งกระนั้นจนถึงปัจจุบันนี้”

 

สมเด็จเจ้าแห่งมาจองตา (DUC DE MAGENTA)
สมเด็จเจ้าแห่งมาจองตา (DUC DE MAGENTA) [ที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/Patrice_de_MacMahon]

 

“สวะสังคม”

ส่วนคำว่า “สวะสังคม” (Social Scum) นายปรีดีให้ความหมายไว้ว่า “เศษโสมม (Rottenmass) ซึ่งสังคมเก่าได้โยนทิ้งไป แต่ตกค้างอยู่ในสังคมใหม่ … เป็นชนชั้นอันตราย (Dangerous Class) … เห็นแก่ตัว (Egoist) เป็นสำคัญ ซึ่งแสดงด้วยอาการอวดดี ยกตัวว่าวิเศษกว่าคนอื่น”

เขาอธิบายความหมายของคำนี้ผ่านการยกตัวอย่างในหลายประเด็น แต่มุ่งหมายถึงบุคคลผู้หนึ่ง ในที่นี้จึงขอยกมาเพียงข้อเดียว คือ

“(ซ) “สวะสังคม” บางคนอ้างตนเองเป็นตัวแทนของชนรุ่นใหม่ชี้ขาดเอาว่าเอาคนนั้นไม่เอาคนนี้ โดยสายตาคับแคบตามลักษณะอวดดี และเห็นแก่ตัว  ตนเองมองชนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาลว่าเหมือนตนเองไปทั้งหมด ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามชนรุ่นใหม่ทั้งหมด นอกจากตัวเขากับเพื่อนสวะสังคมจำนวนหยิบมือเดียว  ชนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาลมิใช่สวะของสังคม แต่เป็นคนไทยที่เป็นพลังใหม่ที่กำลังพัฒนาก้าวหน้าทั้งทางกายและทางจิตใจ ปราศจากวิญญาณปฏิกิริยาและวิญญาณแห่งสวะของสังคม”

เมื่อ “สวะสังคม” ตาสว่าง

นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยเขียนตอนท้ายของบทวิจารณ์หนังสือ The Devil’s Discus เมื่อ พ.ศ. 2507 ว่า “ในตอนท้าย ผู้เขียน [Rayne Kruger] สรุปว่า ‘ในบรรดาคนหนุ่มในเมืองไทยปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะผู้ที่สำเร็จจากมหาวิทยาลัย ต่างก็พากันรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ขาดโอกาสทางประชาธิปไตย  สำหรับบุคคลเหล่านี้ ชื่อนายปรีดียังคงเป็นประดุจเสียงกังวาน อันเรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรมทางสังคม แม้เขาผู้นั้นจะถูกหาว่าเป็นคอมมูนิสต์ก็ตาม’  ข้าพเจ้าถือตัวว่าเป็นบุคคลในกลุ่มนี้ และก็ยอมรับว่าต้องการ ‘เสรีภาพและความยุติธรรมทางสังคม’ แต่หาต้องการนายปรีดีไม่  ในกรณีนี้ข้าพเจ้ากล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าพูดแทนคนรุ่นข้าพเจ้าเกือบทั้งหมด”

และถ้าใครได้อ่านในข้อ (ก)-(ช) ของบทความ “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2515 ก็คงจะเดาจากคุณสมบัติได้ไม่ยากว่า นายปรีดีมุ่งจะ ‘ด่า’ ส.ศิวรักษ์ นั่นเอง

ต่อมา เมื่อมิจฉาทิฐิของ ส.ศิวรักษ์ ในกรณีสวรรคต ร.8 ปลดเปลื้องไปเมื่อได้อ่านหนังสือ คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต ร.8 (2523) ที่นายปรีดีเรียบเรียงจากคำฟ้องนายชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ และพวก ก็ทำให้เขาเขียนจดหมายไปขอขมานายปรีดีด้วยความเคารพนับถือเมื่อ พ.ศ.2523  ในภายหลัง เขากล่าวถึงเรื่องราวของตนเองไว้ว่า “เป็นการเปลี่ยนทัศนะจากหน้ามือเป็นหลังมือ หรือจากของที่คว่ำเป็นหงาย”

ฝ่ายนายปรีดีก็มีจดหมายมาถึงนายสุลักษณ์ความตอนหนึ่งว่า “ผมก็รู้สึกตนว่ามีความผิดพลาดที่ได้ใช้วิธีไม่เหมาะสมในการโต้ตอบข้อเขียนของคุณ จึงขออภัยคุณไว้ในที่นี้ด้วย” และหลังจากนั้น นายปรีดีก็ไม่ให้พิมพ์บทความ “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย” ฉบับเดิมที่บรรยายความถึง “สวะสังคม” อย่างละเอียดอีกเลย

 

 

นายปรีดีและนายสุลักษณ์ ที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส พ.ศ. 2525 ภาพจาก สถาบันปรีดี พนมยงค์
นายปรีดีและนายสุลักษณ์ ที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส พ.ศ. 2525 ภาพจาก สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

ส่งท้าย

“สวะสังคม” ตามความหมายที่นายปรีดีเคยใช้เรียกนายสุลักษณ์นั้น น่าจะยุติลงไปแล้วเมื่อบุคคลทั้งสองปรับทัศนคติต่อกันได้  แต่น่าสงสัยว่า “ผู้เกินกว่าราชา” ในความหมายที่นายปรีดีเคยให้ไว้ว่า “แม้บุคคลชนิดนี้เกิดและมีชีวิตร่างกายอยู่ในกาลสมัยใหม่ ก็มิได้มีลักษณะเป็นชนรุ่นใหม่ คือ เขาเป็นชนรุ่นใหม่แต่ทางร่างกาย ส่วนวิญญาณและทรรศนะที่เป็นหลักนำให้เขาดำเนินชีวิตนั้นเป็นทรรศนะของพลังเก่า” ซึ่งมัก “แสดงตนว่าเป็นผู้นิยมราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์ราชาธิบดี” นั้น มีลักษณะเป็นเช่นใดในปัจจุบันนี้

 

ที่มา

  • ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย” (2515) (https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/2515-66.pdf)
  • ปรีดี พนมยงค์, “ผู้เกินกว่าราชา” (2517) (https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/2517-87.pdf)
  • ปรีดี พนมยงค์, บางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2, พิมพ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์, 2563), น. 25-26.
  • สุลักษณ์ ศิวรักษ์, เรื่องนายปรีดี พนมยงค์ ตามทัศนะ ส. ศิวรักษ์, พิมพ์ครั้งที่ 6 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2562), น. 48.
  • สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆ, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์, 2557).

 

เผยแพร่ครั้งแรกที่เว็บไซต์ The101.world - https://www.the101.world/ultra-royalist-and-social-scum/ (3 กันยายน 2563)