ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ถ้าปรีดีมีชีวิตอยู่ เขาจะสนับสนุนสูตรบำนาญใหม่ประกันสังคม [ตอนที่ 1]

3
เมษายน
2568

Focus

  • ปรีดีมองว่าระบบบำนาญที่ดีต้องมีลักษณะสำคัญสามประการ คือ ความครอบคลุม (Coverage) ความเพียงพอ (Adequacy) และความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งรัฐสวัสดิการไม่ใช่การ ‘สงเคราะห์’ หากแต่เป็นสิทธิพื้นฐานอันพึงมีของประชาชน
  • แนวคิดด้านรัฐสวัสดิการของปรีดี พนมยงค์ ก็ถูกต่อต้านจากชนชั้นนำในสมัยนั้นที่กลัวเสียผลประโยชน์ (ไม่ต่างกับสมัยนี้) แต่แนวคิดของท่าน ก็เป็นการวางรากฐานสำคัญให้กับความเท่าเทียม (หรือ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ) ของราษฎรไทย

 

ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

 

ตอนที่ 1: แนวคิดด้านสวัสดิการและความเหลื่อมล้ำในมุมมองของปรีดี พนมยงค์

ปรีดี พนมยงค์ นับเป็นนักคิดคนสำคัญของไทยที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าในเรื่องสวัสดิการสังคมและการลดความเหลื่อมล้ำ แม้ในยุคที่แนวคิดเหล่านี้ยังไม่แพร่หลายในสังคมไทย ท่านเป็นทั้งนักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ และนักการเมืองที่ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานทางสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่จุดยืนของท่านต่อแนวคิดรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในเวลาต่อมา

เมื่อมองย้อนไปที่ประวัติและแนวคิดของปรีดี จะพบว่าแนวคิดเรื่องสวัสดิการและความเป็นธรรมทางสังคมเป็นแกนหลักในอุดมการณ์ของท่านมาโดยตลอด ปรีดีได้รับการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศสในช่วงที่แนวคิดสังคมนิยมกำลังเฟื่องฟู ทำให้ท่านได้ซึมซับแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ที่มุ่งเน้นบทบาทของรัฐในการจัดสรรสวัสดิการและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แนวคิด “รัฐสวัสดิการ” ของปรีดีสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่เน้นการกระจายทรัพยากรและผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะชนชั้นนำหรือข้าราชการเท่านั้น ในเอกสาร “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ที่ท่านเขียนขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานสำหรับประชาชนทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งสหกรณ์ การประกันการว่างงาน และการสร้างหลักประกันในด้านสุขภาพและการศึกษา

 


เค้าโครงการเศรษฐกิจหรือสมุดปกเหลือง โดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

 

จุดยืนของปรีดีต่อเรื่องบำนาญและสวัสดิการมีลักษณะที่เป็นระบบและมองไปข้างหน้า ในขณะที่ระบบสวัสดิการของไทยในสมัยนั้นเน้นดูแลเฉพาะข้าราชการและทหาร ปรีดีได้เสนอแนวคิดที่ล้ำสมัยเรื่อง “การประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร” ซึ่งเป็นการขยายความคุ้มครองให้กับประชาชนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่ทำงานในระบบราชการเท่านั้น แนวคิดนี้สะท้อนถึงการมองเห็นความสำคัญของการสร้างความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณให้กับประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ปรีดีมองว่าระบบบำนาญที่ดีต้องมีลักษณะสำคัญสามประการ คือ ความครอบคลุม (Coverage) ความเพียงพอ (Adequacy) และความยั่งยืน (Sustainability) ท่านเห็นว่าระบบบำนาญของไทยในขณะนั้นมีข้อบกพร่องทั้งสามด้าน กล่าวคือ ครอบคลุมเฉพาะข้าราชการซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ ให้ผลประโยชน์ที่ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ และสร้างภาระทางการคลังที่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว แนวคิดบำนาญถ้วนหน้าของปรีดีจึงเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาทั้งสามประการพร้อมกัน โดยการขยายความครอบคลุมไปยังประชาชนทุกกลุ่ม กำหนดผลประโยชน์ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และออกแบบระบบการจัดสรรเงินทุนที่ยั่งยืน

 


การก่อตั้งธนาคารชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันเป็นผลงานสำคัญของนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในทศวรรษ 2480 (กลาง)ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานธนาคารชาติไทยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 และ(ด้านซ้ายของภาพ) พระยาทรงสุรรัชฎ์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารชาติไทย
ที่มา: ‘ปลดแอกชาติด้วยเศรษฐกิจการคลัง’ ปรีดี พนมยงค์ในบทบาทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

ในช่วงที่ปรีดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านได้พยายามผลักดันนโยบายหลายประการที่สอดคล้องกับแนวคิดบำนาญถ้วนหน้า แม้จะไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมดในทันที เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและการเมือง แต่ท่านได้วางรากฐานสำคัญไว้ เช่น การปฏิรูประบบภาษีให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น (Progressive Taxation) เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มรายได้สำหรับการจัดสวัสดิการ การจัดตั้งสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย และการขยายระบบประกันสังคมเบื้องต้น

เมื่อพิจารณาบริบททางการเมืองและสังคมในช่วงที่ปรีดีเสนอแนวคิดบำนาญถ้วนหน้า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ และความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรง ระบบสวัสดิการของไทยมีลักษณะแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างข้าราชการที่ได้รับการดูแลค่อนข้างดี กับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะในชนบทที่แทบไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐเลย

 


ข้อความลายมือเรื่องปาฐกถาตำรวจชาวนา ในสมุดบันทึกของปรีดี พนมยงค์
ที่มา: “เศรษฐธรรมชาวนา” แนวคิดการลดภาษีและอากรค่านาของปรีดี พนมยงค์

 

จุดยืนของปรีดีในการสนับสนุนรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจึงเป็นการท้าทายสถานะเดิมและโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ท่านมองว่าการขยายระบบบำนาญให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านเห็นว่าเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศในขณะนั้น ควรได้รับการดูแลไม่แตกต่างจากข้าราชการ ปรีดีตระหนักดีว่าการสร้างระบบบำนาญถ้วนหน้าต้องการทรัพยากรทางการเงินจำนวนมาก ดังนั้น ท่านจึงเสนอแนวทางการระดมทุนที่หลากหลายและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่รวมถึงการปฏิรูประบบภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ปรีดียังเสนอให้มีการบูรณาการระบบบำนาญกับนโยบายเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การพัฒนาตลาดทุน การส่งเสริมการลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ระบบบำนาญไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการจัดสวัสดิการเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศในระยะยาวด้วย

อย่างไรก็ตาม แนวคิดรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าของปรีดีต้องเผชิญกับการคัดค้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นแนวคิดที่ “สุดโต่ง” “เพ้อฝัน” และ “ไม่เหมาะสมกับบริบทของไทย” บางกลุ่มถึงกับกล่าวหาว่าเป็นแนวคิดคอมมิวนิสต์ที่จะนำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ กลุ่มข้าราชการบางส่วนยังเกรงว่าการขยายระบบบำนาญให้ครอบคลุมประชาชนทั่วไปอาจกระทบต่อสิทธิประโยชน์ที่พวกเขาได้รับอยู่เดิม

 

 

ปรีดีพยายามชี้ให้เห็นว่าบำนาญถ้วนหน้าไม่ใช่เพียงเรื่องของ “การให้” หรือ “การสงเคราะห์” แต่เป็นเรื่องของ “สิทธิ” และ “ความเป็นธรรม” ท่านเน้นย้ำว่าประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ดังนั้น พวกเขาจึงสมควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมในยามชรา นอกจากนี้ ท่านยังชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นจากการมีระบบบำนาญถ้วนหน้า เช่น การลดความยากจน การเพิ่มกำลังซื้อ และการสร้างความมั่นคงทางสังคม

แม้ว่าปรีดีจะไม่สามารถทำให้แนวคิดบำนาญถ้วนหน้าเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในยุคของท่าน เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองและการที่ท่านต้องลี้ภัยออกนอกประเทศในเวลาต่อมา แต่แนวคิดของท่านได้กลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาระบบสวัสดิการของไทยในระยะยาว แนวคิดหลายประการของท่านได้รับการพิจารณาและนำมาปรับใช้ในภายหลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบประกันสังคมและสวัสดิการถ้วนหน้าในด้านต่าง ๆ

การศึกษาจุดยืนของปรีดี พนมยงค์ ต่อบำนาญถ้วนหน้าไม่เพียงช่วยให้เราเข้าใจแนวคิดและวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าของท่านเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจรากฐานทางความคิดที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาระบบสวัสดิการของไทยมาจนถึงปัจจุบัน แนวคิดเรื่องความครอบคลุม ความเพียงพอ และความยั่งยืนของระบบบำนาญที่ปรีดีเสนอไว้ยังคงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและท้าทายในการพัฒนาระบบบำนาญของไทยในปัจจุบัน

ในบทความตอนที่ 2 เราจะวิเคราะห์ในเชิงลึกถึงกลยุทธ์และยุทธวิธีที่ปรีดีใช้ในการผลักดันแนวคิดบำนาญถ้วนหน้า ท่ามกลางบริบททางการเมืองที่ซับซ้อนและท้าทาย รวมถึงการวิเคราะห์ปฏิกิริยาและการตอบสนองจากกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน ตลอดจนผลกระทบในระยะสั้นที่เกิดขึ้นจากความพยายามของท่านในการผลักดันแนวคิดนี้ เพื่อให้เห็นภาพที่ครบถ้วนของการต่อสู้ทางความคิดครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาระบบสวัสดิการของไทย