ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

“ปฏิบัติงานใต้ดินเสรีไทย” พันตรี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทหารชั่วคราว (ตอนที่4)

27
มีนาคม
2568

[แถวที่ 2 คนที่ 2 จากฝั่งขวา] ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถ่ายภาพร่วมกับเสรีไทยในอังกฤษ

 

๔. ปัจฉิมบทและบทขยายความ

ข้อความในตอนที่ ๓ ข้างต้นนั้น ข้าพเจ้าได้เขียนไว้นานแล้ว และในขณะนั้นได้พยายามเขียนให้ได้ความชัดพอสมควร แต่จะเขียนมากนักไม่ได้ เพราะเหตุผลหลายประการ บัดนี้ถึงโอกาสที่ควรจะขยายความเพิ่มขึ้นบ้าง (แต่ก็ยังไม่สามารถกระทำได้ทั้งหมด) ประกอบกับที่บทความนี้จะนำไปใช้เป็นผนวกของหนังสือประวัติการณ์ที่อาจารย์ดิเรก ชัยนาม เรียบเรียงขึ้น จึงขอบรรยายเพิ่มเติมไว้บางข้อที่เกี่ยวพันกับหนังสือของอาจารย์ดิเรก ชัยนามนั้น

 

๑. เหตุใดข้าพเจ้าจึงถูกเลือกให้เข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยเป็นคนแรก

คำตอบสั้น ๆ ก็คือ เพราะขบวนการเสรีไทยในประเทศไทยนั้น เจ้าหน้าที่อังกฤษทราบดีว่ามีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า และมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองมีส่วนสำคัญอยู่มากในขบวนการนั้น ข้าพเจ้าเป็นธรรมศาสตร์บัณฑิตผู้หนึ่ง และเคยทำงานใน ม.ธ.ก. อยู่หลายเดือน แม้ขณะนั้นจะไม่คุ้นเคยกับผู้ประศาสน์การ (นายปรีดี) เป็นส่วนตัว ก็มีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง ดั่งนี้

(ก) ข้าพเจ้าสำเร็จได้ปริญญา ธ.บ. เมื่อมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ซึ่งเป็นบัณฑิตรุ่นแรกในหมู่นักศึกษาที่เริ่มเรียน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ แรกตั้ง ม.ธ.ก. บัณฑิตรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีการอบรมในมหาวิทยาลัยก่อนรับปริญญา พอจะได้คุ้นเคยวิสาสะกับคณาจารย์อยู่บ้าง

(ข) เมื่อข้าพเจ้าสอบไล่ได้ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยลอนดอนนั้น ทางมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยอาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ ได้ทราบถึงคะแนนและผลที่สอบได้เกียรตินิยมสูง ได้นำความเสนอผู้ประศาสน์การและผู้ประศาสน์การได้มีโทรเลขแสดงความยินดี ทั้งในฐานะผู้ประศาสน์การและฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เจ้าสังกัด

ฉะนั้นสรุปความแล้ว หากข้าพเจ้าสามารถเล็ดลอดเข้ามาพบกับหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ ก็คงจะเป็นการสะดวกที่จะให้ความไว้วางใจและเชื่อถือในด้านขบวนการภายใน ไม่ต้องสอบสวนยืดยาว หรือเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย

 


เสรีไทยในอังกฤษ
ที่มา: https://pridi.or.th/th/content/2024/07/2060

 

แท้จริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อข้าพเจ้าและพวกถูกจับกุมมาอยู่ที่กองตำรวจสันติบาล นายตำรวจผู้ควบคุมข้าพเจ้า คือ ร้อยตำรวจเอกโพยม จันทรัคคะ ธ.บ. (ปัจจุบัน พ.ต.อ.) และก่อนที่อธิบดีกรมตำรวจ (พลตำรวจเอกอดุล อดุลเดชจรัส) จะอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุ (ที่พระที่นั่งอุดรฯ) ติดต่อได้กับฐานทัพในอินเดีย คุณโพยมก็ได้เสี่ยงอันตราย แอบเอาเครื่องวิทยุไปตั้งทดลองส่งที่บ้านของตน ทั้งนี้โดยติดต่อกับอาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ (เลขาธิการ ม.ธ.ก. ขณะนั้น) และอาจารย์วิจิตรเป็นสื่อ ติดต่อกับอาจารย์ปรีดีอีกชั้นหนึ่ง คุณโพยมได้ลอบนำข้าพเจ้าไปพบอาจารย์ปรีดีเป็นครั้งแรกที่บ้านอาจารย์วิจิตรที่บางเขน เพื่อเสนอสารจากผู้บัญชาการสูงสุดของสหประชาชาติ (ลอร์ดหลุยส์ เมานท์แบทเตน) ต่อหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ในระหว่างที่ลักลอบกระทำการโดยยังมิได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมตำรวจนั้น เพื่อน ๆ ข้าพเจ้าได้สามารถติดต่อทางวิทยุกับอินเดียเป็นผลสำเร็จ ได้สามารถเอาคุณประเสริฐ ปทุมานนท์ และคุณกฤษณ์ โตษยานนท์ มาลงร่มที่ใกล้หัวหิน และได้ติดต่อสัมพันธ์กับหัวหน้าเสรีไทยผู้อื่นเป็นครั้งคราว รวมทั้งอาจารย์ดิเรก ชัยนาม ด้วย

การลอบพบปะกับผู้ใหญ่ในครั้งนั้นกระทำในเวลากลางคืน (เว้นแต่การนัดพบกันที่บ้านอาจารย์วิจิตรที่บางเขนนั้นเป็นเวลากลางวัน) ข้าพเจ้ามักจะ “แว้บ” จากที่พักในกองตำรวจสันติบาลมาเดินเล่นที่ถนนสนามม้า แล้วเผอิญคุณโพยมขับรถผ่านมาเป็นเวลาที่ผู้อื่นมองไม่เห็นหรือไม่สังเกต ข้าพเจ้าและเพื่อนเชลยสงครามเข้าไปนั่งปร๋อในรถแล้ว คุณโพยมพาขับไปยังที่นัดหมายต่าง ๆ แล้วถ่ายรถ จำได้ว่าพบกับอาจารย์ดิเรกครั้งแรกก็เป็นวิธีนี้ ขากลับก็มีการถ่ายรถอีกในที่นัดหมาย กว่าจะได้เข้านอนก็สาง ๆ หรือระหว่าง “หวอ” คือสัญญาณเครื่องบินมาโจมตี ยิ่งต่อมาท่านอธิบดีกรมตำรวจให้พบท่านหลังเที่ยงคืนทุกครั้ง บางครั้งเริ่มพบท่านเวลา ๓ นาฬิกา และท่านมักจะพาไปเดินคุยกันในบริเวณพระบรมรูปทรงม้าบ้าง ในบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบ้าง เมื่ออธิบดีกรมตำรวจอนุญาตให้ติดต่อทางวิทยุได้นั้น การติดต่อทางลับของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นจึงสามารถแสดงสมรรถภาพให้ท่านได้เห็นว่าติดต่อได้รวดเร็วมาก

พลร่มรุ่นแรกที่ท่านอธิบดีกรมตำรวจสั่งให้รับเป็นทางการได้คือ นายเสนาะ นิลกำแหง นายประโพธ เปาโรหิต และนายเทพ เสมถิติ รับลงที่บนภูกระดึง พลร่มรุ่นหลัง ๆ ยิ่งรับได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะขบวนการเสรีไทย รวมทั้งคุณโพยม ไม่ต้องปฏิบัติการเป็นความลับถึงสองชั้น คือ นอกจากจะปิดญี่ปุ่นและคนอื่น ๆ แล้วยังต้องปิดท่านอธิบดีและตำรวจอื่น ๆ ด้วย และความร่วมมือของอธิบดีกรมตำรวจทำให้การปฏิบัติงานของพวกเราทั้งหลายสะดวกขึ้นหลายประการ เพราะตำรวจเป็นใจด้วย และตำรวจมีกำลังอยู่ทุกหนทุกแห่ง แม้ว่าญี่ปุ่นจะพบพวกเราที่เป็นนายทหารฝรั่งกับตำรวจ ได้เตรียมกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเล่านิยานว่าตำรวจไทยจับเชลยได้

 

๒. เหตุใดข้าพเจ้าจึงได้รับอนุญาตให้ลาไปพักผ่อนที่อินเดียและอังกฤษ

ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ไปจากกรุงเทพฯ ได้ เมื่อมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๘ เพราะ (ก) ทางกองบัญชาการอังกฤษใคร่จะให้ข้าพเจ้าไปรายงานตัวด้วยวาจา (ข) ข้าพเจ้าอยากไปอังกฤษ และเมื่อได้ทำความดีความชอบถึงขนาด กองบัญชาการก็อนุญาตให้ข้าพเจ้าไปพักผ่อนที่อังกฤษได้เพื่อเยี่ยมคู่รักของข้าพเจ้าที่นั่น

 


จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ถ่ายภาพประวัติศาสตร์นี้ที่ม้านั่งบริเวณหอพัก Beit Hall ของ Imperial College กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในงานประชุมของสามัคคีสมาคม ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2520 ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้รับเชิญมาแสดงปาฐกถา
ที่มา: https://pridi.or.th/th/content/2022/07/1189

 

ประโยชน์ที่อาจารย์ปรีดีใคร่จะให้ข้าพเจ้าไปทำที่อังกฤษนั้นก็คือ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง อาจารย์ปรีดีต้องการให้ข้าพเจ้าไปขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษยอมรับรองขบวนการเสรีไทยเป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทยทำนองเดียวกับที่สหรัฐฯ ได้รับรองแล้ว และให้ข้าพเจ้าไปขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษปลดปล่อยเงินสำรองเงินตราที่เราฝากไว้ที่อังกฤษและซึ่งถูกกักกันอยู่ทั้งมวล ในการนี้อาจารย์ปรีดีบอกข้าพเจ้าให้พยายามติดต่อกับนายแอนโตนี อีเดน รัฐมนตรีต่างประเทศขณะนั้น แต่ข้าพเจ้าเรียนปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าข้าพเจ้าไม่รู้จักอีเดน และการไปอังกฤษเพียงไม่กี่วันจะเข้าพบอีเดนนั้นเหลือวิสัย อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะพยายามหาช่องทางที่ดีที่สุดที่จะเจรจากับใครคนใดคนหนึ่งในเรื่องนี้

ขณะนั้นปรากฏว่าสงครามทางยุโรปยุติแล้ว และอังกฤษกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป จากคำเล่าลือในกองทหารทั้งหลาย ข้าพเจ้าคะเนว่าพรรคกรรมกรของอังกฤษคงจะชนะเลือกตั้ง เผอิญประธานพรรคกรรมกรในขณะนั้น คือ ศาสตราจารย์ลัสกี้ แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ข้าพเจ้าไม่คุ้นเคยเป็นส่วนตัวกับลัสกี้ เพราะท่านเป็นหัวหน้าวิชารัฐศาสตร์ ข้าพเจ้าเรียนทางเศรษฐศาสตร์ เคยแต่เข้าฟังบรรยายของท่าน แต่ก็คิดว่าคงจะเข้าหาท่านง่ายกว่าเข้าหาอีเดน และอีกประการหนึ่งถ้าพรรคกรรมกรจะชนะเลือกตั้งแล้ว การติดต่อกับอีเดนก็ไม่มีความหมาย ฉะนั้นจึงตัดสินใจบันทึกข้อความถึงลัสกี้ ขอพบท่าน ท่านก็ดีใจหายอนุญาตให้พบที่บ้านท่าน ข้าพเจ้าแต่งตัวใส่เครื่องแบบพันตรีอังกฤษเข้าไปพบลัสกี้เพื่อแสดงว่า ข้าพเจ้าเอาชีวิตเข้าแลกกับเรื่องนี้แล้ว โดยร่วมรบกับอังกฤษแต่ข้อนี้ซาบซึ้งใจของศาสตราจารย์ลัสกี้เพียงใดไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่า เมื่อข้าพเจ้าได้อธิบายเรื่องความต้องการของขบวนการเสรีไทยแล้ว ศาสตราจารย์ลัสกี้ได้บอกว่า ท่านจะพยายามช่วย แต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง เงื่อนไขข้อนี้ท่านใช้เวลาอธิบายให้ข้าพเจ้าฟังถึงกว่าหนึ่งชั่วโมง สรุปความว่าท่านจะช่วยไทย แต่ไม่ต้องการช่วยไทยประเภทที่ถืออำนาจหรือมีทรัพย์สินส่วนตัวมากมาย ท่านต้องการช่วยตาสีตาสา (common people) มากกว่า และเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงนั้นท่านใช้เทศนาให้ฟังว่า ควรจะช่วยตาสีตาสาทำไม

การติดต่อกับลัสกี้นี้ไม่ได้ผลเต็มที่ตามที่คาดหวัง เพราะรัฐบาลกรรมกรของอังกฤษยังคงดำเนินนโยบายถือไทยเป็นศัตรูแบบเดิม แต่อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ลัสกี้ก็ได้กระทำตามที่ท่านพูดคือ ท่านพยายามเขียนบันทึกถึงนายเบวิน รัฐมนตรีต่างประเทศหลายครั้ง ตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง ปรากฏจากปากคำของเพื่อน ๆ ที่อยู่กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษว่า บันทึกของลัสกี้นี้ได้รับพิจารณาจากเบวินอย่างเต็มที่ แสดงว่าแม้มิได้ผลจริง ๆ ลัสกี้ก็ได้พยายามช่วยไทยโดยแข็งขัน[1]

 

๓. การไปเจรจาที่แคนดีหลังการยอมแพ้ของญี่ปุ่น

 

เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้แล้ว ข้าพเจ้าได้ถูกส่งไปกับคณะผู้แทนไทยยังแคนดีสองครั้ง ทั้งสองครั้งได้ถูกกําชับให้แต่งเครื่องแบบพันตรีอังกฤษมิให้บกพร่อง เพราะการเจรจากับอังกฤษนั้นเป็นเรื่องสําคัญ อังกฤษไม่ยอมไทยง่าย ๆ อย่างสหรัฐฯ

 


พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอกหลวงเสนาณรงค์
ที่มา: หนังสือคนกับศีล

 

ครั้งแรกข้าพเจ้าเดินทางไปในคณะของพลเอก หลวงเสนาณรงค์ เป็นคณะผู้แทนไทยฝ่ายทหาร พลเอก หลวงเสนาณรงค์เป็นหัวหน้าคณะไป เพราะท่านมีกิตติศัพท์เป็นที่ทราบกันอยู่ว่า ท่านเป็นผู้ที่ต่อต้านญี่ปุ่นอย่างแข็งขันที่สุดในการรุกขึ้นบกของญี่ปุ่นและสามารถต่อต้านได้สำเร็จในส่วนของท่าน จนรัฐบาลไทยสั่งหยุดยิง พลเอก หลวงเสนาณรงค์เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะเด่น สมเป็นทหาร และมีชื่อเสียงในทางสุจริต รักชาติ และกล้าหาญ คณะผู้แทนไทยคณะนั้นไม่ได้มีการเจรจากันมาก เป็นการ “แสดงธง” ของไทยเพื่อให้อังกฤษและนักหนังสือพิมพ์ทั่วไปเห็นว่า ไทยก็ได้สู้ญี่ปุ่น และพร้อมที่จะสู้ญี่ปุ่นตลอดมาจนเลิกสงคราม หากแต่สหประชาชาติห้าม หน่วงเหนี่ยวไว้

ข้าพเจ้าได้ไปในคณะผู้แทนไทยอีกครั้งหนึ่งยังกรุงแคนดี ซึ่งหม่อมเจ้า วิวัฒนไชย ไชยันต์ ทรงเป็นหัวหน้าไป รายละเอียดการเจรจาเรื่องนี้ปรากฏในหนังสือของอาจารย์ดิเรกแล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องเล่าไว้ ณ ที่นี้ และความจริงข้าพเจ้าก็ถูกเรียกตัวกลับไปศึกษาต่อที่ลอนดอนเสียก่อนที่การเจรจาจะเสร็จลง

 

๔. คุณหลวงสุรณรงค์และนายมาร์ติน

 


พลเอก หลวงสุรณรงค์
ที่มา: หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ
พลเอก หลวงสุรณรงค์ (ธงไชย โชติกเสถียร)

 

ก่อนจบบทความนี้ข้าพเจ้าไม่ควรจะเว้นกล่าวถึงบุคคลสองท่าน ที่ได้ให้กำลังใจแก่เราเมื่อเราไปถึงอินเดียใหม่ ๆ ขณะนั้นใจของพวกทหารเสรีไทยกำลังฝ่อเพราะได้ตรากตรำเดินทางมาเป็นเวลาหลายเดือน และไม่แน่ใจว่าอนาคตของพวกเราจะเป็นอย่างไรในอินเดีย ปรากฏว่าเราได้พบชาวอังกฤษหลายท่านที่เคยมาทำงานในประเทศไทย และพูดไทยได้อยู่ในกองทหารที่จะบังคับบัญชาเรา คนอังกฤษเหล่านี้ เช่น Pointon, Michaloyn, Bryce, Smith, Hobbs, Hopkins ได้ให้กำลังใจแก่พวกเราอยู่บ้าง แต่ท่านที่ให้กำลังใจแก่เราอีกด้านหนึ่งนั้น คือ พลเอก หลวงสุรณรงค์ และ Mr. Martin คุณหลวงสุรณรงค์ท่านไปอินเดียจากสิงคโปร์ ขณะที่ท่านไปสิงคโปร์นั้นท่านไปราชการแทน แต่เมื่อญี่ปุ่นเริ่มรุกรานท่านก็เลือกหลบหนีไปอินเดียเพื่อแสดงว่าเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ พวกเราหนุ่ม ๆ ได้เห็นตัวอย่างของท่านจริง ๆ เข้าก็มีกำลังใจสูงขึ้น อีกท่านหนึ่งเป็นชาวอังกฤษชื่อ มาร์ติน มีอายุมาก เป็นบิดาของนายทหารไทยคือนายแพทย์บุญสม มาร์ติน ท่านเดินจากประเทศไทยไปถึงอินเดียด้วยเท้า เพื่อไม่ยอมอยู่เป็นเชลยญี่ปุ่น พวกเราหลายคนคุ้นเคยกับบุตรของท่าน และถือท่านเสมือนคนไทย ตัวอย่างของ “ลุงมาร์ติน” ก็เป็นสิ่งส่งเสริมกำลังใจของเราเช่นกัน

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

หมายเหตุ :

  • บทความชิ้นนี้มีการปรับปรุงชื่อโดยกองบรรณาธิการ สถาบันปรีดี พนมยงค์จาก “ทหารชั่วคราว” เป็น “บันทึกปฏิบัติงานใต้ดินเสรีไทย” พันตรี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทหารชั่วคราว (ตอนที่ 4)”

เอกสารอ้างอิง :

  • ป๋วย อึ๊งภากรณ์, “ทหารชั่วคราว” ใน บันทึกปฏิบัติงานใต้ดินของอดีตเสรีไทย พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์, 2543), หน้า 56-61.

  


[1] เรื่องราวการติดต่อกับศาสตราจารย์ลัสกี้ โปรดดู “บันทึกที่เพิ่งเปิดเผยของป๋วย อึ๊งภากรณ์”