ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ชีวิต-ครอบครัว

วาณีเล่าเรื่อง : วันวานในโลกกว้าง : “ตามล่าหาสายลับ” (ตอนที่ 12)

17
กันยายน
2566

 

ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ปลายเข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนเป่ยจิ๊งหนิ่วอิ๊จ๊ง สายตา คู่หนึ่งคอยจ้องมองปลายอยู่ทุกย่างก้าว

ผู้ที่เป็นเจ้าของสายตาคู่นั้นมีร่างเล็กกว่าปลายเล็กน้อย สวมเสื้อคลุม ผ้าฝ้ายสีน้ำเงินกระดุมสีดำเม็ดใหญ่ติดมิดชิดตั้งแต่คอปกลงมาถึงชายเสื้อ ผ้าพันคอสามเหลี่ยมสีแดงสดใต้ปกเสื้อผูกเป็นปม ปล่อยชายผ้าเรียวยาวสองข้างบนอกเสื้อ

“ปู้หวา เธอทำอะไร” เสียงพูดสูงแหลม แถมรัวลิ้นจนฟังไม่ชัด

ปลายเงยหน้าขึ้นจากสมุดการบ้าน แลเห็นใบหน้าเหลี่ยมและกว้างลอยอยู่ข้างหน้า ดวงตาเล็กหยีกับรอยยิ้ม

“ไม่เห็นน่าถามเลย ฉันกำลังคัดลายมือตัวอักษรจีนอยู่” แทนที่ปลายจะพูดเช่นนั้น ปลายกลับยื่นสมุดการบ้านที่มีตัวอักษรจีนเขียนในตาราง สี่เหลี่ยมๆ ให้ดู

“หลุง” เธอผู้นั้นร้องอุทาน

“อ้อ เธอกำลังเขียนตัวอักษร ‘หลุง’ ฉันจะสอนให้เธอท่องหลักการ เขียนตัวอักษรจีน จากบนสู่ล่าง จากซ้ายมาขวา จากนอกเข้าใน....”

พูดพลางลากปากกาหมึกซึมเขียนตัวอักษร 龍[1] ลายเส้นที่ฉวัดเฉวียนทำให้ปลายนึกถึงภาพมังกรตรงบันไดพระจักรพรรดิในพระราชวังต้องห้าม ปลายรู้สึกทึ่งในความสามารถของเพื่อนใหม่

“วันเสาร์นี้ พวกเราเหล่าอนุชนผ้าพันคอแดงจะไปสวนจิ่งซ้านอยากให้เธอไปด้วย” ผิงผิงเอ่ยปากชวนปลาย

นักเรียนชั้นมัธยม 1 ห้อง 2 มีนักเรียน 39 คน บวกปลายอีก 1 ก็ เป็น 40 คน ปลายสังเกตตั้งแต่วันแรกแล้วว่า เพื่อนๆ กว่าครึ่งห้องผูกผ้าพันคอสีแดง บางคนมีแถบผ้าสีแดงบนแผ่นผ้าสี่เหลี่ยมเล็กสีขาว บ้างมี 1 บั้ง บ้างก็ 2 บั้ง กลัดติดแขนเสื้อ ผิงผิงมีแถบสีแดง 2 บั้ง กลัดติดแขนเสื้อข้างซ้าย

สวนจิ่งซ้านตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระราชวังต้องห้าม จากที่ไกลสามารถมองเห็นเก๋งจีนมุงด้วยกระเบื้องสีเขียว 5 หลัง โผล่ออกมาจากดงสนบนเนินเขาในฤดูใบไม้ผลิ กิ่งก้านต้นสนเก่าอายุหลายร้อยปีเขียวจัดจนออกดำคล้ำ ตุ่มเล็กบนกิ่งต้นหลิวรอคอยวันเวลาแตกเป็นใบอ่อน ยามลมพัด เมล็ดที่เป็นปุยฝ้ายของต้นหลิวปลิวว่อน บางครั้งปลิวเข้าจมูกทำให้จามจนน้ำมูกน้ำตาไหล

หลี่หยิงเด็กสาวรุ่นพี่เรียนชั้น ม. 3 ใบหน้ายิ้มแย้มเสมอ จนแลเห็นลักยิ้มบุ๋มลึก แขนเสื้อด้านซ้ายกลัดแผ่นผ้าขาวแถบสีแดง 3 บั้ง ใช้โทรโข่งเรียกเหล่าอนุชนผ้าพันคอแดงรวมพลด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ผิงผิงวิ่งนำเหล่าผ้าพันคอแดงชั้น ม. 1 ห้อง 2 เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ มีปลายที่ไม่ใช่สมาชิกเหล่าผ้าพันคอแดงรั้งท้าย

ปลายมัดผมยาวดำดกเป็นเปียสองข้าง สวมเสื้อคลุมสีกรมท่า รองเท้าผ้าสีดำดูแล้วไม่ต่างไปจากเด็กชาวจีน จะด้วยผิวสีดำแดงและดวงตาโตเป็นประกายกระมัง พวกเพื่อนๆ บอกว่า ปลายเหมือนชาวจีนใต้แถบมณฑลกวางตุ้ง

เสียงหลี่หยิงลอดผ่านโทรโข่งกังวานไปทั่ว ปลายเข้าใจกระท่อนกระแท่น

“รู้ไม่มาก็ดี ไม่เห็นจะสนุกเลย” ปลายพึมพำอยู่ในใจ

ผิงผิงยิ้มแก้มตุ่ย รีเข้ามาหาปลาย ดวงตาของเธอเหมือนอ่านใจปลายออก

“ปู้หวา เธอมากับฉัน เราไปตามหา เท่อวู่ ด้วยกัน” ผิงผิงกระซิบบอกปลาย

“ใครกัน เท่อวู่” ปลายงงเช่นเดิม

“เดี๋ยวเธอรู้เอง” น้ำเสียงของผิงผิงออกจะรำคาญนิดๆ

เมื่อหลี่หยิงอธิบายจบ เหล่าอนุชนผ้าพันคอแดงแยกออกเป็นหมู่ละ 5 คนบ้าง หมวดละ 10 คนบ้าง โดยมีผู้หมู่และผู้หมวดที่ติดแถบแดง 1 บั้ง หรือ 2 บั้ง เป็นผู้บังคับบัญชา

ผิงผิงพาปลายมาที่ต้นสนต้นหนึ่ง พลางชี้ไปที่ลูกศรสีแดงที่ติดอยู่บนลำต้น ลูกศรสีแดงเล็กมาก ถ้าไม่สังเกตแทบจะมองไม่เห็นปลายเข้าใจแล้ว จึงเดินไปตามทิศทางที่ลูกศรชี้ไว้ วกไปเวียนมาในดงสนอยู่นาน ต้นสนต้นนี้อายุ 200 ปี ต้นนั้น 300 ปี หรือมีอายุมากกว่านั้น มีเป็นสิบๆ ร้อยๆ ต้น

 

 

ปลายสาวเท้ารีบเดินตามเพื่อนๆ ไปทางเนินด้านตะวันออกจนถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีไม้ระแนงสีเขียวตีล้อมรอบ

“ต้นฮวาย” ผิงผิงเอ่ยนามต้นไม้ชนิดนี้

ปลายคะเนว่าต้อง 2-3 คน จึงจะโอบกอดลำต้นต้นไม้นี้ได้ ปลายน้าวกิ่งที่ห้อยย้อยลงมาดู ลักษณะของใบคล้ายใบต้นไทร ใบนุ่มรูปทรงเรียวแหลม

เมื่อ 600 ปีก่อน ปลายสมัยราชวงศ์หยวน ภูเขาจิ่งซ้านเดิมเป็นสวนต้องห้ามของพระจักรพรรดิ ต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุหลายร้อยปีเหล่านี้ ผ่านลมพายุฝนหลายยุคหลายสมัย

เมื่อปลายรู้ภาษาจีนดีขึ้นและมาที่ใต้ต้นฮวายอีกครั้งหนึ่ง อ่านแผ่นป้ายข้อความอธิบายจึงรู้ว่า พระจักรพรรดิฉงเจิ๊น จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิง ทรงแขวนพระศอปลงพระชนม์กับกิ่งต้นฮวายนี้ เรื่องเกิดเมื่อ 300 กว่าปีก่อน เมื่อพุทธศักราช 2187 หลี่จื่อเฉิงผู้นำกบฏชาวนายกทัพประชิดกรุงปักกิ่ง ทหารรักษาพระนครปักกิ่งเปิดประตูเมืองต้อนรับกองทัพกบฏ พระจักรพรรดิฉงเจิ้นที่ครองราชย์มา 17 ปี จึงตัดสินพระทัยปลงพระชนม์ชีพพระองค์เอง เป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์หมิงที่ปกครองประเทศจีนมาถึง 276 ปี

“เจอะแล้ว เท่อวู่ กำลังส่งโทรเลข เรารีบจับไปให้ ก๊งอ้านจวี๋ กันเถอะ” ผิงผิงตะโกนเสียงก้อง

ในยุคนั้นประเทศจีนอยู่ในภาวะการสร้างสรรค์ประเทศตามหนทางของระบอบสังคมนิยม “การต่อสู้ทางชนชั้น” ดำเนินต่อเนื่องอย่างดุเดือด มีการบ่อนทำลายจากศัตรูทั้งในและนอกผืนแผ่นดินใหญ่ เหล่าอนุชนผ้าพันคอแดง เฉกเช่นประชาชนทั่วไปที่ถูกปลุกระดมให้สอดส่องการแทรกซึมและบ่อนทำลายของจารชนสายลับที่เป็น เท่อวู่ ด้วยการร่วมมือกับหน่วยรักษาความสงบหรือ ก๊งอ้านจวี๋

ถึงจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตา เท่อวู่ ตัวจริงเป็นอย่างไร แต่เด็กๆ ก็สนุกสนานกับการตามล่าหาจารชน

เสียงเพื่อนๆ กู่ร้องให้ปลายไต่สูงขึ้นไปบนยอดเนิน

“ศาลาว่านชุ้น” โดดเด่นอยู่ยอดเนิน รายล้อมด้วยสนเขียวและหมู่พฤกษาสมชื่อ “ศาลาฤดูใบไม้ผลิหมื่นปี” ขณะยืนอยู่จุดสูงสุด

ใจกลางกรุงปักกิ่ง ปลายสูดอากาศบริสุทธิ์และความหอมอบอวลของบุปผชาติเข้าเต็มปอด พลางกวาดสายตาไปยังกระเบื้องสีเหลืองระยิบระยับของพระราชวังต้องห้าม เทียนอันเหมินอยู่ไกลลิบๆ ทางทิศใต้ทะเลสาบเป๋ยไห่และจ๊งหนานไห่ทางทิศตะวันตก สะท้อนแสงอาทิตย์แวววับ.....

ผิงผิงหยิบแอปเปิ้ลสีแดง 2 ลูกออกมาจากย่าม พร้อมกับยื่นลูกที่ใหญ่กว่าให้ปลาย

หลังจากวันนั้น ปลายมีโอกาสร่วมกิจกรรมกับพวกเหล่าอนุชนกองหน้าอยู่เนืองๆ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เพื่อนๆ ปลายที่เป็นสมาชิกหน่วยกองหน้าอนุชนส่วนใหญ่เป็นนักเรียน “3 ดี” คือ เรียนดี การงานดี และสุขภาพดี ผิงผิงก็คนหนึ่ง ส่วนหลี่หยิงเคยเป็นตัวแทนนักเรียน “3 ดี” ขึ้นไปมอบดอกไม้ให้ประธานเหมาเจ๋อตุ๊งบนประตูศานติสวรรค์มาแล้ว ชื่อเสียงของเธอเป็นที่รู้จักทั่วโรงเรียน

 

ที่มา : ว.ณ. พนมยงค์, “ตามล่าหาสายลับ,” ใน “วันวานในโลกกว้าง,” ใน อนุสรณ์ วาณี พนมยงค์ สายประดิษฐ์. (กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2562), น. 256-261.

 

บทความที่เกี่ยวข้อง :


[1] 龍 เป็นอักษรระบบเดิม ต่อมาทางการจีนได้ปฏิรูปตัวอักษรจีนให้ง่ายแก่การเขียน ปัจจุบันเขียนเป็น 龙 ซึ่งหมายถึงมังกรเช่นกัน